เก้าเดือนที่รอคอย

ครั้งแรกที่รู้ตัวว่าท้อง ทั้งตกใจและดีใจ ตัวน้อยของปะป๊า หม่าม้า มาแล้วเหรอ ตั้งแต่นั้นมาปะป๊าก็ตั้งหน้าตั้งตาสรรหาของบำรุงมาให้กินเพื่อให้น้องฟ้าเเข็งแรงและเป็นเด็กอัจฉริยะอย่างที่ปะป๊าหวัง เริ่มตั้งแต่ต้องกินไข่ทุกวัน ที่สำคัญต้องกินปลาสารพัด ไม่ว่าจะเป็นปลาแซลมอน ปลาเก๋า ปลากระพง กินไปกินมาเริ่มหมดตัว ปะป๊าเลยบอกให้เปลี่ยนไปกินปลาช่อนกับปลากรายแทน ปะป๊าต้องออกไปหาปลาช่อนทุกเช้า แล้วมาย่างกินกัน เเรกๆ ก็ทำไม่เป็น เอาไปตากแดดที่สวนหน้าบ้านบ้าง บางวันปะป๊าเอาไปตากบนหลังคารถ แล้วเอาฝาชีครอบ เพื่อนบ้านเห็นต่างพากันล้อว่า เป็นดาวเทียมพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับใช้กับรถยนต์รึเปล่าเนี่ย แล้วยังต้องกินแอปเปิ้ล กล้วย ส้ม สารพัดถั่ว และลูกเกดทุกวันเพราะเป็นอาหารเด็กอัจฉริยะ แล้วยังกินรังนก อีกด้วยเพื่อให้น้องฟ้าผิวสวย พอพ้นระยะเสี่ยงแล้ว (๒ เดือน) ปะป๊าก็ตระเวนพาหม่าม้าไปเที่ยวสถานที่ต่างๆ เเน่นอนน้องฟ้าไปกับเราด้วย เริ่มตั้งแต่ไปกลับกรุงเทพฯ ช๊อปปิ้งซื้อของที่หลังการบินไทย จำได้ว่าเป็นครั้งแรกที่รู้สึกเหนื่อยถึงกับจะเป็นลม ก็ไม่ได้คิดเลยนี่ว่าคนท้องจะสมบุกสมบันไม่ได้ แล้วก็ช๊อปปิ้งในห้างซื้อของเตรียมให้น้องฟ้า เที่ยวลำปางกับเชียงใหม่ ไปสัมมนาที่เขาหลวง สุโขทัย เที่ยวน้ำตกคลองลาน กำแพงเพชร ไปลำพูน เชียงใหม่ซื้อต้นไม้ดอกเตรียมไว้ให้น้องฟ้า และสุดท้ายก่อนคลอดไปเขาค้อ แน่นอนไปพิษณุโลกเป็นว่าเล่น ที่สำคัญปะป๊าซื้อหนังสือสำหรับดูแลครรภ์มาอ่านเยอะแยะไปหมด แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาอ่านเป็นจริงเป็นจังจดบันทึกเรื่องสำคัญไว้ในสมุดเพื่อง่ายต่อการค้นหา ต่างกับหม่าม้า ที่เอาแต่กินๆ นอนๆ รอให้ปะป๊าอ่านหนังสือให้ฟัง (ดูเหมือนหม่าม้าไม่ได้ทำอะไรใช่ไหมล่ะ ก็หม่าม้ามีหน้าที่ต้องกินและห้ามทำอะไรหนักเพื่อให้น้องฟ้ามีสุขภาพที่ดีที่สุดไงหล่ะ แต่ปะป๊าหนูนะน่ารักที่ซู้ดเลย) ในช่วง ๑ ถึง ๒ เดือนเเรกซึ่งเป็นระยะเฝ้าระวังนั้น จำได้ว่าวันนั้นเป็นวันอาทิตย์ นอนอยู่ที่บ้านอย่างมีความสุข พอตกเย็นเข้าห้องน้ำ ปรากฏว่ามีเลือดออก จึงให้ปะป๊าพาไปที่คลินิก คลินิกปิด จึงไปที่โรงพยาบาล ก็ไม่มีหมอ ต้องอ้อนวอนขอให้พยาบาลโทรศัพท์หาคุณหมอที่ฝากครรภ์ ปรากฏหมอก็ไม่อยู่ หมอบอกให้นอนรออยู่ที่โรงพยาบาล ค่ำๆ จะมาดู เป็นครั้งแรกที่รู้ว่า วันอาทิตย์เย็น ไม่มีหมอทั้งที่คลินิกและโรงพยาบาล เจ็บป่วยอะไรขึ้นมา รอเวลาอย่างเดียว ฉะนั้นห้ามเจ็บป่วยวันอาทิตย์เย็นเด็ดขาด พอตกค่ำประมาณ ๑ หรือ ๒ ทุ่มไม่แน่ใจ คุณหมอมาตรวจอัลตร้าซาวด์ให้ บอกเด็กปลอดภัย แต่ครรภ์เป็นพิษ ให้เฝ้าระวัง นอนที่โรงพยาบาลประมาณ ๒ ถึง ๓ วันก็กลับบ้านได้ หลังจากนั้นปะป๊าไม่ให้หม่าม้าทำงานบ้านอีกเลย เมื่อน้องฟ้าใกล้ครบ ๕ เดือน ปะป๊าหม่าม้าซื้อ infant phone เห่อกันน่าดู คุยกับน้องฟ้า ร้องเพลงให้น้องฟ้าฟังทุกวันโดยมีปะป๊าเป็นนักดนตรี บางครั้งก็เป็นนักร้องด้วย ส่วนหม่าม้านะเหรอเเน่นอนต้องเป็นนักร้องประจำวง เพราะหวังให้น้องฟ้าจำเสียงปะป๊าหม่าม้าได้ แล้วก็ช่วยกันตั้งชื่อว่าจะเรียกน้องฟ้าว่าอะไรดี มีทั้งน้องเขียว น้องฟ้า(ตอนนั้นป๊ะป๊าบอกว่าเชย) น้องrainy น้องอาโป.... ในที่สุดตกลงว่าจะให้ชื่อน้องลานดาว ในระหว่างนี้หม่าม้าก็เริ่มอ่านหนังสือที่ปะป๊าเตรียมไว้ให้เพื่อตรวจดูพัฒนาการครรภ์ทุกเดือน จะได้แน่ใจว่าน้องฟ้าสมบูรณ์แข็งเเรงดี แล้วเมื่อถึงเวลาน้องฟ้าก็ดิ้นกระดุกกระดิก จำได้ว่ารู้สึกว่าหนูดิ้นตอนที่ไปเฝ้าปะป๊าที่โรงพยาบาล ปะป๊าเป็นลม แพ้ท้องแทนหม่าม้า เปล่าหรอกปะป๊ามีคลอเรสเตอรอลสูงเลือดไปเลี้ยงสมองไม่ทัน (น่ากลัวมั่กมาก) แล้วน้องฟ้าก็ดิ้นแรงขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นเตะหม่าม้าไปก็มี หม่าม้ายังคงไปทำงานขึ้นบันไดศาล ๓ ชั้นทุกวัน ทุกคนงงว่าขึ้นมาได้อย่างไรเพราะบันไดชันมากแต่หม่าม้าชินและรู้สึกสบายกว่าที่จะต้องไปขึ้นบันไดอีกด้านที่ชันน้อยกว่าแต่ระยะทางมากกว่า การเดินขึ้นบันไดทุกวันวันละ ๒ ครั้งบ้าง ๓ ครั้งบ้างนี่เเหละที่ทำให้น้องฟ้าคลอดง่าย (คนอื่นบอก) กำหนดคลอดที่น้องฟ้าต้องออกมาลืมตาดูโลกเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ถกเถียงกันน่าดูระหว่างปะป๊ากับหม่าม้าและคุณหมอเนื่องจากใช้วิธีการนับที่แตกต่างกัน หม่าม้าใช้วิธีดูวงล้อนับอายุครรภ์ ได้วันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๕๑ ปะป๊าใช้วิธีนับวันในปฏิทินได้วันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๑ ส่วนคุณหมอใช้วิธีตรวจอัลตร้าซาวด์ครั้งแรกได้วันที่ ๑๗ กับ ๒๐ กันยายน ๒๕๕๑ การตรวจอัลตร้าซาวด์เลื่อนวันครบกำหนดคลอดออกไปเรื่อยๆ จนถึงต้นเดือนตุลาคม แนะ หม่าม้าจึงวางแผนที่จะลาหยุดงานวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๑ เพื่อจะได้มีเวลาพักผ่อนประมาณ ๒ อาทิตย์ แต่หม่าม้าหยุดงานได้วันเดียวก็รู้สึกเบื่อมาก และก็บอกให้น้องฟ้ารีบออกมา น้องฟ้ารู้ใจหม่าม้าเหลือเกินวันรุ่งขึ้น หนูก็ออกมาลืมตาโลกแล้ว จำได้ว่าเช้าวันนั้นประมาณตี ๕ รู้สึกว่ามีเลือดออก ตอนประมาณ ๗ ถึง ๘ โมงเช้าจึงไปหาคุณหมอที่คลีนิก คุณหมอดูแล้วบอกให้ไปเจอกันที่โรงพยาบาลเพราะคิดว่าน่าจะคลอดแล้ว ก่อนไปโรงพยาบาลหม่ากับปะป๊าแวะไปกดเงินก่อนเพราะรู้มาว่าหนูยังไม่ออกมาง่ายๆ หรอก เมื่อไปถึงโรงพยาบาล คุณพยาบาลจัดการแว๊กขน แล้วก็ตรวจดูการเต้นหัวใจและการดิ้นว่าน้องฟ้าจะออกมารึยัง เมื่อคุณหมอมาตรวจก็บอกว่าปากมดลูกเปิดเเค่ ๒ เซนติเมตร อัตราการบีบรัดตัวของมดลูกก็เริ่มถี่ขึ้นให้นอนรอเวลาคลอด ตอนนั้นหม่าม้านอนในห้องรอคลอดเป็นห้องรวม แต่คุณพยาบาลน่ารักปิดม่านให้และอนุญาตให้ปะป๊าอยู่กับหม่าม้าได้ตลอดเวลา พอถึงเที่ยง คุณพยาบาลเอาเครื่องมาวัดการดิ้นและการเต้นหัวใจอีก พอช่วงบ่ายคุณหมอมาตรวจอีกครั้งบอกว่าปากมดลูกยังเปิดเเค่ ๒ เซนติเมตร และการบีบตัวมดลูกน้อยลง จึงพาหม่าม้าไปอัลตร้าซาวด์ ยังบอกอีกว่าน้องฟ้าหนักประมาณ ๒,๔๐๐ หรือ ๒,๕๐๐ กรัมน่ะแหละ และหัวหนูยังไม่ลงมาเลย การที่เลือดออกน่าจะเกิดจากการติดเชื้อเหมือนคราวที่แล้ว จึงย้ายหม่าม้าไปนอนห้องพิเศษ หากไม่มีอะไรพรุ่งนี้ให้กลับบ้านได้ แต่พอไปที่ห้องพิเศษได้ไม่กี่ชั่วโมง หม่าม้าก็รู้สึกมดลูกบีบรัดตัวถึ่ขึ้นเรื่อยๆ ประมาณ ๑๘.๓๐ น. หม่าม้าถูกพากลับไปที่ห้องคลอด พยาบาลตรวจแล้วบอกว่าปากมดลูกเปิด ๔ เซนติเมตรแล้ว ให้นอนรอจนกว่าจะเปิดถึง ๑๐ เซนติเมตร แล้วมดลูกก็บีบรัดตัวมากขึ้นทุกที เจ็บมาก อยากจะเบ่งออกมา แต่พยาบาลไม่ให้เบ่งบอกว่ายังไม่ถึงเวลา ถ้าเบ่งตอนนี้มดลูกจะบวมทำให้คลอดยาก หม่าม้าจึงใช้วิธีผ่อนลมหายใจเข้าออกตามที่เคยอ่านในหนังสือ ก็ยังไม่หายเจ็บ เจ็บจนเลือดไหลออกมา พยาบาลก็บอกเป็นอย่างนี้แหละ คนไข้เตียงข้างๆ ก็ร้องไห้ครวญคราง ทำให้เสียสมาธิไปบ้าง แต่ความเจ็บปวดทำให้เสียสมาธิซะมากกว่า สุดท้ายกลั้นไม่ไหวแล้ว ยังไงก็ต้องเบ่งออกมา ทนไม่ไหวแล้ว เลือดออกครั้งที่ ๓ จึงบอกให้พยาบาลช่วยดูหน่อย พยาบาลดูแล้วบอกว่า ปากมดลูกเปิด ๘ เซนติเมตรแล้ว เก่งมาก คนอื่นรอตั้งนานแล้วยังไม่มีใครใกล้คลอดซะที หม่าม้ามาทีหลังคลอดก่อนคนอื่นเลย พยาบาลตามหมอ ไม่ถึง ๑๐ นาที คุณหมอมาเเล้วก็ทำคลอดน้องฟ้าออกมาอย่างปลอดภัย รู้แล้วว่าความรู้สึกคนเป็นแม่ที่เพิ่งคลอดลูกเป็นอย่างไร เจ็บปวดแสนสาหัสเพียงไหน บอกหมอว่าคราวหน้าไม่คลอดเองอีกแล้ว เจ็บเหลือเกิน....

4 ความคิดเห็น:

  1. เขียนได้น่ารักดี จะคอยติดตามอ่านตอนต่อไปนะจ๊ะ

    ตอบลบ
  2. เมื่อไรจะได้อ่านตอนต่อไปจ๊ะ งานยุ่งมากเหรอจ๊ะคุณแม่คนเก่ง

    ตอบลบ
  3. ไม่ระบุชื่อ28 พฤษภาคม 2553 เวลา 14:46

    ไม่ทราบว่าซื้อ infant phone มาจากที่ไหนเหรอค่ะ ราึคาเท่าไหร่ค่ะ หาซื้อยากมาก

    ตอบลบ
  4. จำชื่อบริษัทที่สั่งซื้อไม่ได้แล้วคะ แต่เเพงเพราะเขาขายพร้อมกับซีดีและหนังสือด้วย ซื้อต่างหากก็ได้แต่แพงกว่าซื้อเป็นเซ็ทอีก แล้วก็ใช้งานได้ไม่นานก็พังแล้วคะ ทางที่ดี คุยกับลูกใกล้ดีๆ ที่สุดแล้วคะ

    ตอบลบ