น้องฟ้าวันนี้โตขึ้นมาก ไม่ใช่เด็กน้อยอีกต่อไปแต่เป็นผู้ใหญ่ตัวน้อยเเล้ว มีความเป็นผู้นำสูงเพราะชอบบังคับเพื่อนและคนรอบข้างทำตามตัวเอง ชอบสอน ชอบสั่งไม่ผิดแม่กับพ่อมันเล้ย ^^ เคยถามน้องฟ้าว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร บางครั้งน้องฟ้าก็ตอบว่าอยากเป็นหมอ ครู พยาบาลบ้างแต่สุดท้ายน้องฟ้าบอกว่าอยากเป็นคุณครูสอนภาษาอังกฤษ คงเป็นเพราะได้เจอคุณครูฝรั่งทุกวัน ร้องเพลงเก่งมากๆ เปิดคอนเสิร์ตทุกคืนก่อนนอนทุกเพลงที่คุณครูสอนจะรวมอยู่ในนี้ โดยเฉพาะช่วงนี้ใกล้วันคริสต์มาส ก็จะร้องเพลงคริสต์มาสได้เกือบทั้งหมดทั้ง baby Jesus, The present of all, rudolph a red nose reindeer, feliz navidad, merry chrismas, jingle bells เป็นต้น ไม่น่าเชื่อว่าเด็กตัวเเค่นี้ ร้องเพลงได้มากมาย กำลังคิดจะพาไปเรียนร้องเพลงเเต่น้องฟ้าไม่ยอมไป นอกจากร้องแล้วยังเต้นอีก ทั้งร้องทั้งเต้นจนเสียงเเหบ ไม่มีเสียง ไอ นอกจากนี้ผู้ใหญ่สี่ขวบอย่างน้องฟ้ายังทำอะไรเองได้หลายๆอย่างมากขึ้น เช่น กินข้าว (แต่ไม่ยอมกินต้องให้ป้อนเหมือนเดิม จนเเม่เหนื่อยใจและน้อยใจบ่อยๆ) อาบน้ำ แปรงฟัน เข้าห้องน้ำ กดชักโครก ใส่เสื้อผ้า (ชุดกระโปรงกับกางเกง ส่วนเสื้อสวมหัวกับมีกระดุมยังใส่ไม่ได้) กระโดดขาเดียวทั้งอยู่กับที่และเคลื่อนที่ไปข้างหน้า เขียนชื่อเล่นภาษาอังกฤษตัวเองได้ เขียนอักษรภาษาอังกฤษได้ทั้งหมด เขียนตัวเลขอารบิคได้บางตัว นับ ๑ ถึง ๓๔ ทั้งไทยและภาษาอังกฤษ ปีนป่ายของเล่น หัดเรียนว่ายน้ำ ชอบอ่านหนังสือมากๆ (แบบมั่วๆ) เริ่มมีโลกส่วนตัวเล่นคนเดียว เล่นบทบาทสมมุติเป็นคุณครูสอนเพื่อนๆ จำสิ่งที่ครูสอนมาสอนเพื่อนที่บ้าน พูดภาษาอังกฤษเป็นประโยคยาว โต้ตอบเป็นภาษาอังกฤษเริ่มดี ขอบคุณ Miss Julie และ GES โดยเฉพาะอย่างยิ่งขอบคุณตัวเองที่ยังมีเงินเก็บส่งลูกเรียนได้ ก้าวต่อไปหม่าม้าอยากให้หนูมีวินัย รับผิดชอบตัวเองมากขึ้นนะคนเก่ง
จากแม่สู่ลูก
ผู้ใหญ่น้อย
น้องฟ้าวันนี้โตขึ้นมาก ไม่ใช่เด็กน้อยอีกต่อไปแต่เป็นผู้ใหญ่ตัวน้อยเเล้ว มีความเป็นผู้นำสูงเพราะชอบบังคับเพื่อนและคนรอบข้างทำตามตัวเอง ชอบสอน ชอบสั่งไม่ผิดแม่กับพ่อมันเล้ย ^^ เคยถามน้องฟ้าว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร บางครั้งน้องฟ้าก็ตอบว่าอยากเป็นหมอ ครู พยาบาลบ้างแต่สุดท้ายน้องฟ้าบอกว่าอยากเป็นคุณครูสอนภาษาอังกฤษ คงเป็นเพราะได้เจอคุณครูฝรั่งทุกวัน ร้องเพลงเก่งมากๆ เปิดคอนเสิร์ตทุกคืนก่อนนอนทุกเพลงที่คุณครูสอนจะรวมอยู่ในนี้ โดยเฉพาะช่วงนี้ใกล้วันคริสต์มาส ก็จะร้องเพลงคริสต์มาสได้เกือบทั้งหมดทั้ง baby Jesus, The present of all, rudolph a red nose reindeer, feliz navidad, merry chrismas, jingle bells เป็นต้น ไม่น่าเชื่อว่าเด็กตัวเเค่นี้ ร้องเพลงได้มากมาย กำลังคิดจะพาไปเรียนร้องเพลงเเต่น้องฟ้าไม่ยอมไป นอกจากร้องแล้วยังเต้นอีก ทั้งร้องทั้งเต้นจนเสียงเเหบ ไม่มีเสียง ไอ นอกจากนี้ผู้ใหญ่สี่ขวบอย่างน้องฟ้ายังทำอะไรเองได้หลายๆอย่างมากขึ้น เช่น กินข้าว (แต่ไม่ยอมกินต้องให้ป้อนเหมือนเดิม จนเเม่เหนื่อยใจและน้อยใจบ่อยๆ) อาบน้ำ แปรงฟัน เข้าห้องน้ำ กดชักโครก ใส่เสื้อผ้า (ชุดกระโปรงกับกางเกง ส่วนเสื้อสวมหัวกับมีกระดุมยังใส่ไม่ได้) กระโดดขาเดียวทั้งอยู่กับที่และเคลื่อนที่ไปข้างหน้า เขียนชื่อเล่นภาษาอังกฤษตัวเองได้ เขียนอักษรภาษาอังกฤษได้ทั้งหมด เขียนตัวเลขอารบิคได้บางตัว นับ ๑ ถึง ๓๔ ทั้งไทยและภาษาอังกฤษ ปีนป่ายของเล่น หัดเรียนว่ายน้ำ ชอบอ่านหนังสือมากๆ (แบบมั่วๆ) เริ่มมีโลกส่วนตัวเล่นคนเดียว เล่นบทบาทสมมุติเป็นคุณครูสอนเพื่อนๆ จำสิ่งที่ครูสอนมาสอนเพื่อนที่บ้าน พูดภาษาอังกฤษเป็นประโยคยาว โต้ตอบเป็นภาษาอังกฤษเริ่มดี ขอบคุณ Miss Julie และ GES โดยเฉพาะอย่างยิ่งขอบคุณตัวเองที่ยังมีเงินเก็บส่งลูกเรียนได้ ก้าวต่อไปหม่าม้าอยากให้หนูมีวินัย รับผิดชอบตัวเองมากขึ้นนะคนเก่ง
น้องฟ้าวันนี้โตขึ้นมาก ไม่ใช่เด็กน้อยอีกต่อไปแต่เป็นผู้ใหญ่ตัวน้อยเเล้ว มีความเป็นผู้นำสูงเพราะชอบบังคับเพื่อนและคนรอบข้างทำตามตัวเอง ชอบสอน ชอบสั่งไม่ผิดแม่กับพ่อมันเล้ย ^^ เคยถามน้องฟ้าว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร บางครั้งน้องฟ้าก็ตอบว่าอยากเป็นหมอ ครู พยาบาลบ้างแต่สุดท้ายน้องฟ้าบอกว่าอยากเป็นคุณครูสอนภาษาอังกฤษ คงเป็นเพราะได้เจอคุณครูฝรั่งทุกวัน ร้องเพลงเก่งมากๆ เปิดคอนเสิร์ตทุกคืนก่อนนอนทุกเพลงที่คุณครูสอนจะรวมอยู่ในนี้ โดยเฉพาะช่วงนี้ใกล้วันคริสต์มาส ก็จะร้องเพลงคริสต์มาสได้เกือบทั้งหมดทั้ง baby Jesus, The present of all, rudolph a red nose reindeer, feliz navidad, merry chrismas, jingle bells เป็นต้น ไม่น่าเชื่อว่าเด็กตัวเเค่นี้ ร้องเพลงได้มากมาย กำลังคิดจะพาไปเรียนร้องเพลงเเต่น้องฟ้าไม่ยอมไป นอกจากร้องแล้วยังเต้นอีก ทั้งร้องทั้งเต้นจนเสียงเเหบ ไม่มีเสียง ไอ นอกจากนี้ผู้ใหญ่สี่ขวบอย่างน้องฟ้ายังทำอะไรเองได้หลายๆอย่างมากขึ้น เช่น กินข้าว (แต่ไม่ยอมกินต้องให้ป้อนเหมือนเดิม จนเเม่เหนื่อยใจและน้อยใจบ่อยๆ) อาบน้ำ แปรงฟัน เข้าห้องน้ำ กดชักโครก ใส่เสื้อผ้า (ชุดกระโปรงกับกางเกง ส่วนเสื้อสวมหัวกับมีกระดุมยังใส่ไม่ได้) กระโดดขาเดียวทั้งอยู่กับที่และเคลื่อนที่ไปข้างหน้า เขียนชื่อเล่นภาษาอังกฤษตัวเองได้ เขียนอักษรภาษาอังกฤษได้ทั้งหมด เขียนตัวเลขอารบิคได้บางตัว นับ ๑ ถึง ๓๔ ทั้งไทยและภาษาอังกฤษ ปีนป่ายของเล่น หัดเรียนว่ายน้ำ ชอบอ่านหนังสือมากๆ (แบบมั่วๆ) เริ่มมีโลกส่วนตัวเล่นคนเดียว เล่นบทบาทสมมุติเป็นคุณครูสอนเพื่อนๆ จำสิ่งที่ครูสอนมาสอนเพื่อนที่บ้าน พูดภาษาอังกฤษเป็นประโยคยาว โต้ตอบเป็นภาษาอังกฤษเริ่มดี ขอบคุณ Miss Julie และ GES โดยเฉพาะอย่างยิ่งขอบคุณตัวเองที่ยังมีเงินเก็บส่งลูกเรียนได้ ก้าวต่อไปหม่าม้าอยากให้หนูมีวินัย รับผิดชอบตัวเองมากขึ้นนะคนเก่ง
เจ้าหนูทำไม

มาแล้วคะ ถึงวัยหนูแล้ว ทำไม ทำไม และทำไม คำถามยอดฮิตของเด็กหญิงอรฟ้า อายุ ๒ ขวบ ๙ เดือน เหตุการณ์สดๆร้อนๆ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ที่บ้านท่อน้ำทิ้งตันและรั่ว ทำให้ใช้ห้องน้ำและห้องครัวชั้นบนไม่ได้ ต้องยกโขยงลงไปใช้ห้องน้ำข้างล่าง น้องฟ้าก็จะถามว่าทำไมห้องน้ำข้างบนเหม็น ก็ตอบว่าท่อน้ำตัน น้ำรั่วไหลลงชั้นล่าง ต้องลงไปอาบน้ำข้างล่าง เธอก็จะถามต่อว่าทำไมน้ำตัน ทำไมน้ำรั่ว ป๊ะป๊าก็บอกว่ามีสิ่งอุดตัน ก็ถามต่อว่าทำไมมีสิ่งอุดตัน ก็ตอบว่ามีสิ่งกีดขวาง ถามต่อว่าทำไมมีสิ่งกีดขวาง ป๊ะป๊าถึงกับอึ้ง ก็ตอบลูกไปแบบงงๆ ซึ่งหม่าม้าก็จำไม่ได้เพราะไม่ได้เป็นเหตุเป็นผลมากนัก จึงได้สังเกตว่าลูกน้อยถึงวัยเจ้าหนูทำไมแล้ว หลังจากนั้นหนูก็ทำไม ทำไม ทุกคำถาม เช่นทำไมต้อง day and night หรือ night mix day เหรอ (เพราะน้องฟ้าเห็นห้องหนึ่งมืดแต่ห้องนอนตัวเองสว่างจากแสงแดด)ทำไมหมอนตรงนี้ร้อน(ตรงที่น้องฟ้านอนทับ) ตรงนี้เย็น(ตรงที่ไม่ได้นอนทับ)เวลาเล่นเปียโน ก็จะถามทำไมต้องกดเลข ๓ กดเลข ๔ ไม่ได้ ทำไมต้องมีสีมือซ้าย ใช้มือขวาก็ได้ ทำไมมีสีไม่มีสี ก็เปียโนนี้ มีสีทั้งหมดนี่นา (คุณครูใช้สีเทียนเขียนเลขบนเปียโนเพื่อง่ายต่อการจดจำ และตั้งกติกาว่ามือซ้ายไว้กดโน้ตที่มีสี มือขวาไว้กดโน้ตไม่มีสี โน้ตในหนังสือคุณครูระบายสีกับไม่ระบายสีไว้ให้) ช่วงนี้น้องฟ้าช่างพูดช่างเจรจาพาที คุยจ้อได้ทั้งวัน ร้องเพลง ดื้อสมวัย เถียงคำไม่ตกฟาก เช่น เวลาป๊ะป๊าพูดภาษาอังกฤษไม่ถูก ก็จะบอกป๊ะป๊าว่าป๊ะป๊าพูดไม่ถูก หรือหม่าม้ากับป๊ะป๊าความเห็นไม่ตรงกัน แต่หม่าม้าเข้าข้างน้องฟ้า น้องฟ้าก็จะบอกว่าป๊ะป๊าพูดผิด นอกจากนี้ยังนึกตัวอย่างไม่ออก นึกออกแล้ว จะมาบันทึกในภายหลัง น้องฟ้าเล่นเปียโนเก่งขึ้น มีเปียโนเป็นของตัวเองเเล้วนะ ได้ขึ้นคอนเสิร์ตครั้งแรก ทั้งเต้นทั้งร้องทั้งเล่นเปียโนได้ยอดเยี่ยม น้องฟ้าย้ายโรงเรียนไปอยู่โรงเรียนใหม่แล้ว ตอนนี้ปรับตัวได้ ร่าเริงขึ้น มีเพลงใหม่ร้องให้ฟังทุกวันเช่นเพลงกล้วยปิ้ง ทำน้ำชา เพลงclap clap มีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ยืนยันจะทำในสิ่งทุกตัวเองคิด เช่นหนูไม่ทำ หนูจะไปที่นั่นที่นี่ หนูจะใส่ชุดสีนั้นสีนี้ เป็นต้น วาดรูปladder ได้ เพราะกำลังหัดเขียนตัวอักษรภาษาอังกฤษตัว F แต่ยังเขียนตัว F ไม่ถูก เขียนกลับด้าน แต่เขียนตัว H ได้เพราะมีลักษณะใกล้ ladder พยายามเขียนตัวA แต่ยังไม่สามารถลากเส้นให้ติดกันได้ทำให้ไม่เป็นตัว A กลายเป็นตัว H ทุกที
Music From Fah

หลังจากน้องฟ้าฝึกเล่นเปียโนเกือบ ๑ เดือน เพลงที่อัดไว้นี้ชื่อเพลง dog spike ฟ้าฝึกเล่นจริงจังมาได้ ๒ ถึง ๓ วันเพื่อให้คล่อง เป็นเพลงที่น้องฟ้าเล่นกับเปียโนตัวเล็ก (pink piano) น้องฟ้าเริ่มเล่นเป็นเพลงเลยอัดไว้ มีหลายครั้งที่ฟ้าเล่นได้เพราะกว่านี้แต่นี่เป็นเพลงเเรกที่หม่าม้าอัดในโทรศัพท์ อยากให้ทุกคนได้ฟังว่าเด็ก ๒ ขวบ ๗ เดือนก็เล่นเปียโนได้ เสียดายที่ไม่สามารถบันทึกวิดีโอลงบทความได้พยายามหลายครั้งจนล่วงเลยมานานกว่าจะได้กลับมาเขียนบทความนี้ใหม่ เกือบปี ตอนนี้น้องฟ้า ๓ ขวบ ๔ เดือนแล้ว เล่นเปียโนเก่งขึ้นมาก สอบเกรด pre preparatory ของ ANZCA เมื่อเดือนตุลาคม ๕๔ ผ่าน ๖๐ คะแนนพอดิบพอดี และสอบกรด pre preparatory ของ LCM ผ่านได้ ๗๕ คะเเนน เมื่อมีนาคม ๒๕๕๕ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าเด็ก ๓ ขวบทำได้ เเรกๆ ตอนที่ฝึกซ้อม ไม่ค่อยชอบเล่นเพราะเหมือนถูกบังคับ เลยต้องปล่อยๆ บ้าง หลังๆ เล่นเปียโนจนกลายเป็นกิจกรรมหนึ่งในชีวิตประจำวันเพราะถ้าเล่นเพลงเยอะ หม่าม้าก็จะอ่านหนังสือก่อนนอนให้เยอะตามจำนวนเพลง อยากให้น้องฟ้ารักเปียโน มีความสุขกับการเล่นเปียโน เดือนเมษา ๒๕๕๕ ได้ย้ายไปทำงานที่จังหวัดนนทุบรี น้องฟ้าต้องเข้าโรงเรียนใหม่ และเริ่มเรียนเปียโนใหม่ ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง ขอให้คุณครูดูแลเอาใจใส่เห็นแววของเด็กคนนี้ และให้น้องฟ้าได้แสดงออกให้ครูรู้ว่าหนูมีความสามารถนะจ๊ะ ตั้งแต่ ๓ ขวบ น้องฟ้าเริ่มทำสิ่งต่างๆได้มากขึ้น วิ่งเร็วขึ้น ยืนขาเดียวได้นานมากขึ้น ขี่จักรยานคล่องเเล้ว ช่างจดช่างจำ จำได้ตลอดว่าวันนี้ใครใส่เสื้อผ้าอะไร สีอะไร เริ่มนับ ๑ ถึง ๒๐ ได้เเล้ว กล้าแสดงออกมากขึ้น ขึ้นเต้นบนเวที ๒ งานที่parima rainbow day กับ central phitsanulok เก่งมากๆ ชอบเต้น ชอบฟังเพลอง ร้องเพลงเป็นชีวิตจิตใจ เต้นรำ ร้องเพลงได้ทั้งวัน ถ้าไม่งอเเงง่วงนอนซะก่อน เเละเป็นเด็กที่ tricky มากๆ มีลูกล่อลูกชนตลอด เช่นเวลาบอกให้กินข้าว ก็เงียบอ้างไปทำโน่นทำนี่ตลอดพอจนมุมก็บอกข้าวดำบ้าง (ให้กินข้าวกล้อง) ปลาไม่กรอบบ้าง ไม่เอานั่นไม่เอานี่ จนหม่าม้าโมโห ไม่ต้องใส่เเพมเพอร์สตอนกลางคืนเเล้วด้วย เเต่ก็มีบางคืนฉี่เล็ดบอกไม่ทันเหมือนกัน แต่หม่าม้าเซฟเงินค่าแพมเพอร์สได้เยอะเลย /เขียนเสร็จเมื่อ๑๐ เมษายน ๒๕๕๕
เด็กน้อยเรียนเปียโน

พอครบสองขวบครึ่ง ป๊ะป๊าหม่าม้าพาน้องฟ้าไปเรียนเปียโน ตอนเเรกก็คิดว่าคงไม่มีที่ไหนรับ แต่พอพาไปที่โรงเรียนอาร์ชอาร์ตอคาเดมี่ คุณครูเชอรี่เห็นตัวแล้วถามว่าน้องรู้จักสีไหม รู้จักตัวเลขไหม รู้จักรูปทรงไหม เราบอกรู้จักทั้งหมด คุณครูก็รับสอนเปียโนน้องฟ้าวันนั้นเลย วันเเรกน้องฟ้ายังงงๆ ไม่คุ้นกับครู ไม่คุ้นกับการเรียน แต่วันที่ ๒ ดีขึ้น ตั้งใจทำตามที่ครูสอนได้ดี พอจบชั่วโมง น้องฟ้าพูดว่า "ฟ้าชอบเรียนเปียโนมาก" ป๊ะป๊าหม่าม้าดีใจที่ลูกชอบ เรียนได้ สงสัยคงต้องซื้อเปียโนให้ลูกเเน่เเล้ว กลับไปบ้านก็ฝึกซ้อมสิ่งที่คุณครูสอน ท่องโดเรมี ท่องสีเรียงตามลำดับนิ้ว "แดงแดง เขียวเขียว ฟ้าฟ้า ส้มส้ม ม่วงม่วง" ก่อนนอนจนหลับ วันที่ ๓ น้องฟ้าไม่มีสมาธิ ไม่ตั้งใจ ทำเหมือนเบื่อ พอคุณครูให้กดคีย์ ก็ถอนหายใจทีกดที ถอนหายใจทีกดที คอยมองดูพี่ๆ ที่เดินเข้าเดินออก คุณครูก็วุ่นวายกับนักเรียนและผู้ปกครองที่เข้าๆออกๆ บางครั้งก็ทำเป็นจำสีไม่ได้ กดคีย์ไม่ตรงนิ้ว วันที่ ๔ ตอนไปรับกลับจากโรงเรียน บอกน้องฟ้าว่า จะไปเรียนเปียโนกันนะ น้องฟ้าก็บอกว่า อีกเเหล่ว เหมือนไม่อยากไป ก็เลยถามว่า หนูไม่อยากไปเหรอ ก็บอกว่า ไม่อยากไป ในใจบอกเเย่เเล้วสิ ลูกเบื่อซะเเล้ว ก็เลยบอกว่าถ้าหนูเล่นเปียโนเก่งๆ หม่าม้าจะซื้อเปียโนใหญ่ให้นะ น้องฟ้าก็เลยไป ก่อนเรียนได้เป่าเมโรเดียน และเต้นรำร่วมกับคนอื่นๆ เวลาเรียนก็มีสมาธิมากกว่าเมื่อวาน กลับมาบ้านเจอเปียโนอันเล็ก(ของเด็กเล่น) ก็บอกทำไมมันเล็กจังเนี่ย เเล้วหัวเราะ เริ่มร้องเพลงเป็นตัวโน้ต เช่น มีเรโด เรมีมีมี เรเรเร มีโซโซ มีเรโด เรมีมี เรเรมีเรโด (เพลงหนูมาลี) วันที่เขียนบันทึกเป็นวันที่ ๕ ของการเรียน ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร น้องฟ้าจะยังตั้งใจเรียนเปียโนอีกไหม หรือจะไม่ยอมไปเรียน คอยดูกัน แต่คุณครูบอกว่าน้องฟ้ามีสมาธิดี เรียนได้ เราก็โล่งอก ตอนนี้น้องฟ้าเริ่มสร้างประโยคยาวเป็นภาษาอังกฤษได้ เช่น what's that? Is that red? Can I drink milk, please? ก่อนหน้านี้สับสนกับภาษาไทยกับอังกฤษเป็นเด็กแปล มีวันหนึ่งหม่าหม้าปวดหัว น้องฟ้าถามว่าเป็นอะไร หม่าหม้าก็บอกว่า I've got a headache. น้องฟ้าก็ถามว่ามันเป็นยังไง เราก็บอกว่า like you've got a stomachache เท่านั้นเเหละน้องฟ้าก็บอกว่า หม่าหม้าปวดหัวเหรอ แปลให้เสร็จสรรพ วันต่อมาก็บอกว่า ฟ้าปวดเฮด ดูสิเด็ก ๒ ขวบนิดๆ ทำไปได้ แต่ตอนนี้เริ่มเเยกเเยะภาษาไทยภาษาอังกฤษ พยายามพูดไทยเป็นไทย อังกฤษเป็นอังกฤษไม่ปนกัน บางครั้งก็ปนกันบ้าง จำตัวเลข ๑ ถึง ๑๐ เป็นภาษาอังกฤษได้ กำลังท่องone to twenty เขียนเลข 1 ได้ ดีใจจริงๆ เลข 1 เขียนยากมากเลยนะ ต้องลากเส้นตรงๆ ลงมานิดเดียวเอง แต่น้องฟ้า draw the moon กับ lines และ rain drops ได้นานแล้วนะ ฟังเพลงเเล้วเริ่มจำเนื้อร้องแล้วร้องตามเพลงได้โดยหม่าม้าไม่ต้องสอน รู้จักดนตรีช้าดนตรีเร็ว เต้นตามจังหวะ จังหวะช้าเต้นช้า จังหวะเร็วเต้นเร็ว ส่ายสะโพกดุกดิ๊กๆ น่ารักมาก เริ่มเบื่อหนังสือที่มีอยู่ หม่าหม้าอ่านยังไม่ทันจบเธอวิ่งไปไหนแล้วก็ไม่รู้ ไม่กินข้าว กินแต่ขนม กินนมวันละ ๔ กล่องบ้าง ๕ กล่องบ้าง ยังชอบต่อเลโก้เหมือนเดิม มีสมาธิใน
การระบายสีกระดาษแผ่นเดียวสามารถเปลี่ยนไปได้หลายรูปตามจินตนาการจนกว่าจะบอกว่าหมดเวลา ก็จะได้ภาพสุดท้ายที่น้องฟ้าระบาย ส่วนภาพก่อนหน้านั้นถูกลบด้วยสีใหม่ไปหมดแล้ว จินตนาการว่าคนนั้นเป็นสัตว์ตัวนั้นตัวนี้ อ้อ! ช่วงนี้ คุณครูบอกว่า น้องฟ้าเริ่มดื้อ ไม่ทำตามคำสั่ง คอยปลอบเพื่อนๆที่ร้องไห้ด้วยการจับมือพาเพื่อนเดิน แต่เพื่อนที่ร้องไห้ก็ไม่ยอมเดิน ช่วยเพื่อนใส่เสื้อผ้าทั้งๆที่ตัวเองยังใส่ของตัวเองไม่เสร็จ ขำจริงๆ ลูกฉัน รู้จักอ้อน ถ้าหม่าม้าไม่เล่นด้วยก็จะร้องไห้ บางวันหม่าม้าไม่สนใจก็บ่นเจ็บตรงนั้นเจ็บตรงนี้ให้หม่าหม้าเป่าให้จะได้หาย
การระบายสีกระดาษแผ่นเดียวสามารถเปลี่ยนไปได้หลายรูปตามจินตนาการจนกว่าจะบอกว่าหมดเวลา ก็จะได้ภาพสุดท้ายที่น้องฟ้าระบาย ส่วนภาพก่อนหน้านั้นถูกลบด้วยสีใหม่ไปหมดแล้ว จินตนาการว่าคนนั้นเป็นสัตว์ตัวนั้นตัวนี้ อ้อ! ช่วงนี้ คุณครูบอกว่า น้องฟ้าเริ่มดื้อ ไม่ทำตามคำสั่ง คอยปลอบเพื่อนๆที่ร้องไห้ด้วยการจับมือพาเพื่อนเดิน แต่เพื่อนที่ร้องไห้ก็ไม่ยอมเดิน ช่วยเพื่อนใส่เสื้อผ้าทั้งๆที่ตัวเองยังใส่ของตัวเองไม่เสร็จ ขำจริงๆ ลูกฉัน รู้จักอ้อน ถ้าหม่าม้าไม่เล่นด้วยก็จะร้องไห้ บางวันหม่าม้าไม่สนใจก็บ่นเจ็บตรงนั้นเจ็บตรงนี้ให้หม่าหม้าเป่าให้จะได้หายลาก่อน..ขวดนม
เลิกแล้วคะ หนูเลิกดูดนมขวดแล้วคะ ๒ ขวบ ๔ เดือน กว่าๆ หนูก็เลิกดูดนมขวดแล้วคะ ดีใจที่สุดท้ายลูกก็เลิกดูดนมขวดได้ นึก
ว่าจะต้องรอไปอีก ๒ - ๓ ปีซะอีก แต่เหตุที่เลิกได้ก็ใช่ว่าจะดีนัก เพราะน้องฟ้าป่วยมีเสมหะ ไอตอนกลางคืน พอดื่มนมขวดก็เลยอ้วกกลางดึกเป็นอย่างนี้อยู่หลายครั้งหลายคืน ในที่สุดเลยบอกน้องฟ้าว่าเลิกนมขวดแล้วนะ หนูกินแล้วอ้วก หม่าหม้าไม่ให้กินแล้ว น้องฟ้ายอมเพราะเป็นอย่างนั้นจริงๆ ยอมกินนมกล่องก่อนนอน ตอนดึกถ้าหิวก็จะกินนมกล่องไม่ร้องหานมขวดอีกต่อไปที่สำคัญทำให้น้องฟ้าเลิกกินนมกลางดึกไปได้ในตัว ถ้าเป็นนมขวดจะร้องกินกลางดึกตี ๒ ตี ๓ ตลอด แต่ตั้งแต่กินนมกล่องจะกินข้าว กินขนม กินนมเยอะก่อนนอน เพื่อจะได้ไม่ต้องตื่นกินนมกลางดึก ก็ถือว่าได้โชค ๒ ต่อ แต่อาการน้ำมูกไหล มีเสมหะของฟ้าก็มีเรื่อยๆ รวมทั้งหม่าหม้าด้วย หมอบอกว่าอาจจะกลายเป็นภูมิเเพ้ไปแล้ว เเง..เเง น้องฟ้าเริ่มพยายามทุกอย่างด้วยตนเอง ทานข้าวเองได้ (ถ้าไม่อ้อน) เก็บของเล่น อ่านหนังสือ (บางเล่ม)ได้ด้วยวิธีอ่านจากภาพ พออ่านได้ก็จะดีใจว่าหนูอ่านได้แล้วเห็นไหม หนูเก่ง จะชมตัวเองตลอด ชอบพูด สั่งโน่นสั่งนี้ เล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ที่ตัวเองจำจากคนอื่นเอามาพูดปะติดปะต่อกันบางทีเรื่องเดียวกันบ้างคนละเรื่องบ้าง บางครั้งหม่าหม้าก็งง..งง เหมือนกันว่าลูกพูดเรื่องอะไร
ชอบถามว่านี่อะไร อยู่ที่ไหน เป็นยังไง โดยใช้คำถามเดียวว่า ไหน เช่นตุ๊กตาไหนอะ หรือ ใช้คำถามว่า ....have to be อะไร ยังคงพูดไทยคำอังกฤษคำเหมือนเดิม แก้ไม่ได้ บางทีพูดไทย หม่าหม้าตอบเป็นภาษาอังกฤษก็เข้าใจ ป๊ะป๊าถามเป็นภาษาอังกฤษที่ไม่เป็นอังกฤษ ก็เข้าใจ กลายเป็นครอบครัวมีภาษาเฉพาะ พูดกันเองถึงเข้าใจไป ตอนนี้น้องฟ้าติดทีวีมาก ต้องฟังเพลงคาราโอเกะ ดูการ์ตูน ถ้าได้ดูทีวี ใครจะทำอะไรกับหนูก็เชิญ ไม่ว่ากัน กำลังงอเเง พอเปิดเพลงปั๊บก็เงียบทันที และมีเพื่อนเป็นตุ๊กตาเบบี้ เเพนด้า พิกเล็ต เท็ดดี้ โคลอาล่า และตุ๊กตาทุกตัวเป็นเพื่อน กล่อมให้นอนบ้าง ชวนเล่นบ้าง ปลอบใจบ้าง ชอบเล่นเลโก้ กับเล่นทำกับข้าวมาก สามารถต่อเลโก้ได้เป็นรูปต่างๆ ตามจินตนการมากขึ้น เริ่มต่อtower farm duck giraffe ได้ ไม่ได้เป็นตัวจริงๆ หรอก แต่น้องฟ้าจินตนาการเอาเองว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ทำกับข้าวให้ป๊ะป๊าหม่าหม้ากินตามจินตนาการอีกนั่นแหละ แต่ไม่ชอบเรียนหนังสือถ้าหม่าหม้าสอนอ่านหนังสือเมื่อไร น้องฟ้าจะเบือนหน้าหนี ไม่ยอมอ่าน ไม่ยอมฟัง หันไปเล่นอย่างอื่นแทน ชอบเล่นเปียโน เล่นกระโดดกับป๊ะป๊า ชอบว่ายน้ำไม่กลัวสระน้ำแล้ว รู้จักสวัสดีคนไม่รู้จักแล้ว ณ วันนี้น้อง ๒ ขวบ ๕ เดือนแล้วจ้า
ว่าจะต้องรอไปอีก ๒ - ๓ ปีซะอีก แต่เหตุที่เลิกได้ก็ใช่ว่าจะดีนัก เพราะน้องฟ้าป่วยมีเสมหะ ไอตอนกลางคืน พอดื่มนมขวดก็เลยอ้วกกลางดึกเป็นอย่างนี้อยู่หลายครั้งหลายคืน ในที่สุดเลยบอกน้องฟ้าว่าเลิกนมขวดแล้วนะ หนูกินแล้วอ้วก หม่าหม้าไม่ให้กินแล้ว น้องฟ้ายอมเพราะเป็นอย่างนั้นจริงๆ ยอมกินนมกล่องก่อนนอน ตอนดึกถ้าหิวก็จะกินนมกล่องไม่ร้องหานมขวดอีกต่อไปที่สำคัญทำให้น้องฟ้าเลิกกินนมกลางดึกไปได้ในตัว ถ้าเป็นนมขวดจะร้องกินกลางดึกตี ๒ ตี ๓ ตลอด แต่ตั้งแต่กินนมกล่องจะกินข้าว กินขนม กินนมเยอะก่อนนอน เพื่อจะได้ไม่ต้องตื่นกินนมกลางดึก ก็ถือว่าได้โชค ๒ ต่อ แต่อาการน้ำมูกไหล มีเสมหะของฟ้าก็มีเรื่อยๆ รวมทั้งหม่าหม้าด้วย หมอบอกว่าอาจจะกลายเป็นภูมิเเพ้ไปแล้ว เเง..เเง น้องฟ้าเริ่มพยายามทุกอย่างด้วยตนเอง ทานข้าวเองได้ (ถ้าไม่อ้อน) เก็บของเล่น อ่านหนังสือ (บางเล่ม)ได้ด้วยวิธีอ่านจากภาพ พออ่านได้ก็จะดีใจว่าหนูอ่านได้แล้วเห็นไหม หนูเก่ง จะชมตัวเองตลอด ชอบพูด สั่งโน่นสั่งนี้ เล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ที่ตัวเองจำจากคนอื่นเอามาพูดปะติดปะต่อกันบางทีเรื่องเดียวกันบ้างคนละเรื่องบ้าง บางครั้งหม่าหม้าก็งง..งง เหมือนกันว่าลูกพูดเรื่องอะไร
ชอบถามว่านี่อะไร อยู่ที่ไหน เป็นยังไง โดยใช้คำถามเดียวว่า ไหน เช่นตุ๊กตาไหนอะ หรือ ใช้คำถามว่า ....have to be อะไร ยังคงพูดไทยคำอังกฤษคำเหมือนเดิม แก้ไม่ได้ บางทีพูดไทย หม่าหม้าตอบเป็นภาษาอังกฤษก็เข้าใจ ป๊ะป๊าถามเป็นภาษาอังกฤษที่ไม่เป็นอังกฤษ ก็เข้าใจ กลายเป็นครอบครัวมีภาษาเฉพาะ พูดกันเองถึงเข้าใจไป ตอนนี้น้องฟ้าติดทีวีมาก ต้องฟังเพลงคาราโอเกะ ดูการ์ตูน ถ้าได้ดูทีวี ใครจะทำอะไรกับหนูก็เชิญ ไม่ว่ากัน กำลังงอเเง พอเปิดเพลงปั๊บก็เงียบทันที และมีเพื่อนเป็นตุ๊กตาเบบี้ เเพนด้า พิกเล็ต เท็ดดี้ โคลอาล่า และตุ๊กตาทุกตัวเป็นเพื่อน กล่อมให้นอนบ้าง ชวนเล่นบ้าง ปลอบใจบ้าง ชอบเล่นเลโก้ กับเล่นทำกับข้าวมาก สามารถต่อเลโก้ได้เป็นรูปต่างๆ ตามจินตนการมากขึ้น เริ่มต่อtower farm duck giraffe ได้ ไม่ได้เป็นตัวจริงๆ หรอก แต่น้องฟ้าจินตนาการเอาเองว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ทำกับข้าวให้ป๊ะป๊าหม่าหม้ากินตามจินตนาการอีกนั่นแหละ แต่ไม่ชอบเรียนหนังสือถ้าหม่าหม้าสอนอ่านหนังสือเมื่อไร น้องฟ้าจะเบือนหน้าหนี ไม่ยอมอ่าน ไม่ยอมฟัง หันไปเล่นอย่างอื่นแทน ชอบเล่นเปียโน เล่นกระโดดกับป๊ะป๊า ชอบว่ายน้ำไม่กลัวสระน้ำแล้ว รู้จักสวัสดีคนไม่รู้จักแล้ว ณ วันนี้น้อง ๒ ขวบ ๕ เดือนแล้วจ้า
สองขวบแล้วจ้า
ศิลปินน้อย 

ไม่อยากเชื่อเลย นับถึงวันนี้น้องฟ้า ๒ ขวบ ๒ เดือนแล้ว วันเวลาไวเหมือนโกหก เหมือนเพิ่งจะอุ้มน้องฟ้าตอนแบเบาะ วันนี้สาวน้อยโตขึ้นเยอะ เดินคล่องเเคล่ว วิ่งคล่องเเคล่ว กระโดดขึ้นลงแบบสองขา เล่นกระโดดเชือก hop & skip พูดไทยคำอังกฤษคำ เช่น หม่าม้าeat ข้าว กิน papaya pineapple ถูกบ้างผิดบ้างเพราะแม่สอน (ยอมรับผิดคนเดียว) สร้างรูปประโยคขึ้นใหม่ได้เองทั้งไทยและอังกฤษ เช่น เวลาเราบอกว่า Mama and Papa love nong Fah. น้องฟ้า ก็เเกล้งบอกว่า Fah loves teddy bear. แก้ไขคำผิดได้ เช่น หม่าม้าเเกล้งร้องเพลงผิดน้องฟ้าก็จะร้องแก้ได้ เเละก็ชอบแต่งเพลงขึ้นใหม่ด้วย เลือกเสื้อผ้าเอง ใส่และถอดกางเกงเองได้ กำลังหัดใส่เสื้อเอง บอกฉี่บอกอึได้ วิ่งไปฉี่อึเองได้ถ้าอยู่ที่บ้าน แต่ไม่ชอบบอกอึถ้าใส่pampers ช่วงนี้ไม่ชอบกินข้าวเอง ชอบให้ป้อน ชอบระบายสี วาดรูป พอถามว่า วาดรูปอะไร บางทีก็จะบอกว่า dolphin บ้าง flowers บ้าง moon, rainbow, lizard, airplane, rain บ้าง แล้วก็จะบอกว่า rain ไหลตกใส่หม่าม้าเลย วาดไปตามจินตนาการของเธอ น้องฟ้าชอบให้หม่าม้าวาดรูปให้น้องฟ้าดู ชอบเล่นlego ต่อเป็น Hippo, alligator, truck, house, tower บางทีก็แกล้งทำลายของที่หม่าม้าต่อไว้ เริ่มจำตัวอักษรภาษาอังกฤษได้ทั้งตัวใหญ่และตัวเล็กเกือบหมดทุกตัว ท่องสูตรคูณแม่สองได้ถึง สองห้าสิบ สองบาทห้าสิบ ชอบเล่นทำกับข้าว ใส่พริกด้วย เริ่มมีจินตนาการ พับกระดาษไปมาแล้วบอกว่าเป็น Frog, bird หรือไม่ก็ ice cream ขี้อ้อนมาก อะไรที่เคยทำได้ก็แกล้งทำไม่เป็น ทุกวันใส่รองเท้าได้เองแต่วันไหนงอแงก็แกล้งเป็นใส่ไม่ได้ซะงั้น บางทีก็แกล้งใส่กางเกงไม่ได้ ร้องให้หม่าม้าช่วยใส่ให้ บางทีก็แกล้งหยิบขนมไม่ได้ ทั้งที่เอามือล้วงไปถึงขนมแล้ว บางทีก็ล้วงไปในปากถุงที่พับไว้แล้วบอกว่าล้วงเอาขนมไม่ได้ กดเปียโนไม่ได้ก็ร้องไห้บอกไม่มีเสียงจะมีเสียงได้ไงก็หนูเล่นไปกดตรงขอบเปียโนไม่กดตรงคีย์บอร์ด เห็นแล้วก็ขำ เห็นไหมหล่ะเด็กสองขวบก็แสบใช่เล่นนะเนี่ย./ 

น้องฟ้ากำลังจะมีน้อง?

ตอนนี้ครอบครัวของเราย้ายมาอยู่ที่จังหวัดพิษณุโลกแล้ว เนื่องจากจังหวัดพิษณุโลกเป็นจังหวัดใหญ่ มีร้านค้า ห้างสรรพสินค้า และสิ่งของตื่นตาตื่นใจมากกว่าสุโขทัย ทำให้ตอนย้ายมาใหม่ๆ น้องฟ้านอนดึก ๔ ทุ่ม ๕ ทุ่มทุกคืน บริเวณที่พักอาศัยอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยนเรศวร มีนักศึกษาผ่านไปผ่านมาตลอด มองไปทางไหนก็มีแต่พี่ๆ น้องฟ้าเรียกพี่ๆ ตลอดเวลา น้องฟ้าเริ่มคุยเก่งขึ้นทุกวัน ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ตอนแรกๆ ก็จะพูกภาษาอังกฤษมากกว่า แต่พอเริ่มเข้าโรงเรียน (ที่ป๊ะป๊าหม่าหม้าคิดว่าดีที่สุดเพราะมีสอนภาษาอังกฤษ) น้องฟ้าก็เริ่มพูดภาษาไทยได้มากขึ้น จนบางครั้งไม่ยอมพูดภาษาอังกฤษ (เลยชักไม่ค่อยแน่ใจว่าโรงเรียนดีหรือไม่) แต่จ่ายเงินไปแล้วตั้ง ๑ เทอม ยังไงน้องฟ้าต้องไปเรียนจนจบเทอม แต่ไปเรียนไม่เท่าไร น้องฟ้าก็ป่วยเป็นหวัด น้ำมูกไหลมาตลอด ไปโรงเรียน ๒ วันหยุด ๑ อาทิตย์ ไปอีก ๑ วัน หยุดอีก ๑ อาทิตย์ ครั้งที่สามไปเรียนได้ ๕ วัน (ดีใจลูกไม่ป่วยแล้ว) ปรากฏวันเสาร์มีอาการน้ำมูกไหลอีกแล้ว ต้องหยุดไปอีก ๒ วัน วันที่ ๓ พาไป คราวนี้กลับบ้านมาโทรมเลย หยุดเรียนเป็นอาทิตย์แล้ว นี่เเหละโรคของเด็กที่ต้องไปโรงเรียน นอกจากพูดเก่งแล้ว ยังร้องเพลงได้หลายเพลง เพลงเเรกที่ร้องได้จนจบเพลงคือ ฝนตกแดดออก ตามมาด้วย ABC โรงเรียนของเรา ยาหย่าย่า Headtotoes และเต่าเต่า ตอนนี้กำลังหัดร้องเพลงเชียร์ธรรมศาสตร์กับจุฬา (เนื่องจากเป็นช่วงเปิดเทอม พี่ๆ ข้างบ้านหัดร้องเพลงเชียร์ แต่หม่าม้าร้องเพลงเชียร์ มน ไม่เป็น เลยสอนร้องเพลงเชียร์ที่ตัวเองเคยร้องสมัยเรียนแทน)และเพลงของBarney
น้องฟ้าเริ่มร้องเพลงได้จบเพลงตั้งแต่อายุ ๑ ขวบ ๘ เดือน แล้วตอนนี้น้องฟ้ากำลังจะมีน้อง ก็ไม่ได้เอะใจว่าจะมีน้องให้น้องฟ้า อีกคน แต่ไหงประจำเดือนเดือนพฤษภา จึงไม่มาเเฮะ ป๊ะป๊าเริ่มเเซวว่าสงสัยมีน้องแหง หม่าหม้ายังบอกเป็นไปได้ไง (ก็เราเเค่จ้องตากันทุกคืน555) แล้วอยู่ดีๆ วันนึง ไปร้านเเว่น เผอิญพนักงานในร้านคนหนึ่งกำลังท้อง จึงบอกน้องฟ้าว่าน้องอยู่ในท้องพี่ น้องฟ้าก็เลยชี้มาที่ท้องหม่าหม้าว่า น้องอยู่ในท้องหม่าหม้า คราวนี้ชักเอะใจ วันรุ่งขึ้นเลยเทสต์ดูปรากฏว่า ท้องจริงๆ แต่ท้องนี้ไม่ได้บำรุงเลย ลูกในท้องคงเเข็งเเรงน่าดู ฮิฮิ ทั้งป๊ะป๊าหม่าม้าก็เริ่มถามหาหมอสูติเก่งๆ สุดท้ายเราเลือกหมอที่โรงพยาบาลม.เนศวร เพราะใกล้บ้านเวลาคลอดจะได้สะดวก ครั้งแรกไปหาหมอ หมออัลตร้าซาวน์ช่องท้อง บอกว่า เด็กยังเล็กมาก นัดใหม่อีก ๒ สัปดาห์ ยังไม่รับฝากครรภ์ ก่อนถึงวันนัด ปวดท้องถ่ายหนัก พอตกเย็นก็รู้สึกเจ็บก้น นั่งไม่ได้เข้าไปในห้องน้ำ รู้สึกรูทวารหนักบวม ก็คิดว่าริดสีดวงทวารออกมาแน่ๆ ทำให้นั่งไม่ได้ (เริ่มเป็นตั้งแต่หลังคลอดน้องฟ้า) ก็พยายามดันกลับเข้าไป แต่ดันไม่เข้า พยายามเเล้วพยายามอีกก็ไม่เข้า ยิ่งดันยิ่งเจ็บยิ่งอักเสบ มีเลือดไหล เจ็บก้นนั่งไม่ได้ยืนไม่ได้นอนไม่ได้เจ็บระบมไปหมด ไปหาหมอ หมอบอกหูรูดอักเสบ ให้ยาเเก้ปวด แก้อักเสบ ยาฆ่าเชื้อมากิน จนอาการเริ่มดีขึ้น เมื่อถึงวันนัดตรวจครรภ์ หมออัลตร้าซาวน์ทางช่องคลอด หมอบอกว่าอายุครรภ์เพิ่ง ๖ สัปดาห์ หัวใจเต้นปกติดี แต่มีจุดดำใกล้กับรก อาจแท้งได้ ให้ระมัดระวัง ถ้ามีเลือดออกให้รีบมาพบหมอก่อนวันนัด ยังไม่รับฝากครรภ์ นัดใหม่อีก ๒ สัปดาห์ พอครบกำหนดจำได้ว่าเป็นวันจันทร์ น้องฟ้า ไปโรงเรียนตามปกติ แต่พอกลับจากโรงเรียน ตัวเริ่มอุ่น ตกเย็นตัวร้อน ให้ยาลดไข้ นึกว่าดีขึ้น เลยพาออกไปข้างนอกเนื่องจากตัวเองต้องไปพบหมอ เมื่อไปถึงโรงพยาบาลก็ไม่ให้น้องฟ้าเข้าโรงพยาบาลแต่ให้ป๊ะป๊าพาไปเดินเล่นข้างนอก ส่วนตัวเองขึ้นไปพบหมอคนเดียว ครั้งแรกคุณหมอ อัลตร้าซาวน์ช่องท้องแล้วบอกว่าเห็นการเจริญเติบโตเด็กไม่ชัด ขออัลตร้าซาวน์ช่องคลอดอีกครั้ง แล้วคุณหมอบอกว่าเด็กโตขึ้นเล็กน้อยอายุครรภ์ ๗ สัปดาห์ แต่คุณหมอเห็นการเต้นหัวใจไม่ชัด และยังมีจุดดำๆ อยู่ใกล้รก อาจแท้งได้ เด็กอาจจะไม่สมบูรณ์ด้วยตัวของเด็กเอง เป็นไปตามธรรมชาติ ถ้าเขาไม่สมบูรณ์เขาจะหยุดการเจริญเติบโตและจะหลุดออกมาเองคือตกเลือด หากตกเลือดไม่หมดก็ต้องขูดมดลูก แต่ตอนนี้ให้บำรุงครรภ์ไปตามปกติ นัดอีก ๒ สัปดาห์ เป็นไงละ เครียดเลยสิ เดินลงไปรับยาเเบบงงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น สักพักได้ยินเสียงป๊ะป๊าเรียก หม่าม้า หม่าม้า หันกลับไปทำไมป๊ะป๊าเดินมาคนเดียว น้องฟ้าอยู่ไหน น้องฟ้าหลงทางหรือ แล้วป๊ะป๊าก็บอกว่าน้องฟ้าชักอยู่ห้องไอซียู เท่านั้นเเหละโลกทั้งใบมันหมุนไปหมดเกิดอะไรขึ้นกับฉันเนี่ย รีบเดินไปที่ห้องฉุกเฉิน เห็นน้องฟ้านอนเปลือยหลับอยู่บนเตียงคนไข้ ทั้งหมอทั้งพยาบาลมะรุ้มะตุ้มกับน้องฟ้าอยู่ ใจหาย ลูกไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อน เกิดอะไรขึ้น สักพักได้ยินเสียงน้องฟ้าร้อง พยาบาลบอกว่า"ดีเเล้วลูกร้องเสียงดังๆ เลย" หม่าม้าชักใจชื้นขึ้น ทั้งพยาบาลฝึกหัด หมอฝึกหัดก็เข้ามาซักอาการน้องฟ้าก่อนชักเราก็บอกว่าไม่รู้เพราะไม่ได้อยู่ด้วย แต่ก็เล่าอาการก่อนหน้านี้ให้เขาฟัง บางส่วนก็เช็ดตัวน้องฟ้าให้ไข้ลง รุมกันเช็ดเลยก็ว่าได้ บางส่วนก็ฉีดยา ให้น้ำเกลือ ตอนนั้นหัวอกคนเป็นแม่ห่อเหี่ยวสิ้นดี แล้วคุณหมอก็เอาไม้กดลิ้นน้องฟ้าเพื่อตรวจดูคอ ปรากฏว่าน้องฟ้าอาเจียนเอานม อาหารที่กินออกไปจนหมดแล้วก็ตื่น พยาบาลก็ยังเช็ดตัวกันอยู่ ได้ยินบุรุษพยาบาลคนหนึ่งพูดขึ้นว่ายัง ๓๙ อยู่เลย คราวนี้หม่าม้าก็เข้าไปช่วยพยาบาลเปลี่ยนเสื้อผ้า ถือสายออกซิเจน แล้วกอดน้องฟ้าไว้ จนน้องฟ้าหลับ โชคดีได้ห้องพิเศษเตียงคู่ หมอฝึกหัดทั้งหลายก็มะรุ้มมะตุ้มซักถามจนเหนื่อยตอบ ก็ยังไม่รู้สาเหตุว่าน้องฟ้าเป็นไข้สูงเพราะอะไร สุดท้ายวันรุ่งขึ้นตอนเย็นน้องฟ้าบ่นเจ็บปากจึงรู้ว่ามีแผลในปากติดเชื้อไวรัส ทำให้มีไข้สูง อยู่ที่โรงพยาบาล ๓ วัน หมอบอกเชื้อนี้ติดจากสารคัดหลั่ง น้ำมูก น้ำลาย น้องฟ้าน่าจะไปสัมผัสโดนทำให้ติดเชื้อดังกล่าวและเชื้อนี้มีอยู่ทั่วไปในอากาศ พอน้องฟ้าดีขึ้น คราวนี้ก็ถึงคิวเจ้าตัวเล็กในท้อง ทั้งป๊ะป๊าหม่าม้าก็เกิดอาการเครียดว่าหนูจะอยู่หรือไป สำหรับหม่าม้า หม่าม้ารู้ว่าหนูไม่อยู่แล้ว เพราะตั้งแต่ก่อนวันไปตรวจครรภ์สัปดาห์ที่ ๘ เคยบอกป๊ะป๊าด้วยซ้ำไปว่ารู้สึกเหมือนไม่ได้ท้องแล้ว แต่ป๊ะป๊าเขายังไม่เชื่อเพราะเลือดไม่ออก สุดท้ายวันศุกร์ที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ก็ตัดสินใจไปหาหมอสูติที่สุโขทัยที่ทำคลอดน้องฟ้า ให้ช่วยตรวจอีกครั้ง ไปถึงก็เล่าอาการให้หมอฟัง คุณหมอตรวจครรภ์ทางช่องคลอดแล้วเเจ้งว่าแท้งแล้วนะ ช็อก และแนะนำให้ขูดมดลูก สุดท้ายตัดสินใจว่าขูดวันเสาร์ที่ ๑๐ กรกฎาคม เลย เมื่อถึงวันเสาร์ก็จัดเตรียมเสื้อผ้าไปนอนโรงพยาบาลสุโขทัย ได้รับการดูแลอย่างดีมาก คุณพยาบาลเหน็บยาทางช่องคลอดเพื่อให้มดลูกนุ่มตั้งแต่ ๑๐ โมงกว่า เข้าห้องผ่าตัดตอนบ่าย ๒ ตอนขูดมดลูกไม่รู้สึกเจ็บเลยเพราะหมอฉีดยานอนหลับ ตื่นขึ้นมาก็เบลอๆ ความรู้สึกครั้งแรกกำลังร้องเพลง the grand old duke of york กับน้องฟ้า แล้วก็ถามตัวเองว่ามาทำอะไรอยู่ที่ไหน ได้คำตอบมากมาย ก็บอกว่าไม่ใช่ สุดท้ายได้คำตอบว่ามาขูดมดลูก แล้วก็ได้ยินเสียงคนพูดหลายคน ได้ยินเสียงอาติ๊ก ถึงได้รู้ว่าเราตื่นเเล้ว สักพักได้ยินเสียงป๊ะป๊า เเล้วตัวเองก็พูดขึ้นว่าปวดท้อง ตอนหลังใครๆก็ถามว่ารู้ตัวไหมว่าละเมอพูดว่าปวดท้อง ก็บอกว่ารู้ ไม่ได้ละเมอตั้งใจพูด ปวดท้องมาก ตั้งสติกำหนดจิตให้หายปวดท้อง จนกระทั่งอาการปวดท้องหายอย่างปลิดทิ้ง มหัศจรรย์จริงๆ เมื่อฟื้นขึ้นมา ลุกขึ้นนั่งครั้งแรกเลือดไหลเป็นน้ำเลย แต่หลังจากนั้นเลือกออกกระปริบกระปรอย วันอาทิตย์ออกจากโรงพยาบาล ไปทำบุญสังฆทานให้ลูก กลับบ้านพักฟื้น ๒ วันไปทำงาน เลือดยังคงไหลเเต่ไม่มากเกือบอาทิตย์เลือดหยุดไหล ก็รู้สึกดีใจว่าผ่านเหตุการณ์มาได้แล้ว สุดท้ายเกิดอาการเเพ้ยาเป็นผื่นขึ้นทั้งตัวต้องหยุดงานอีก ๑ วันตอนนี้กำลังรักษาตัวให้หายจากโรคภัยต่างๆ และขอให้สุขภาพเเข็งเเรง ส่วนลูกน้อยไปดีนะลูก อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันอีกเลย./21/7/53
น้องฟ้าเริ่มร้องเพลงได้จบเพลงตั้งแต่อายุ ๑ ขวบ ๘ เดือน แล้วตอนนี้น้องฟ้ากำลังจะมีน้อง ก็ไม่ได้เอะใจว่าจะมีน้องให้น้องฟ้า อีกคน แต่ไหงประจำเดือนเดือนพฤษภา จึงไม่มาเเฮะ ป๊ะป๊าเริ่มเเซวว่าสงสัยมีน้องแหง หม่าหม้ายังบอกเป็นไปได้ไง (ก็เราเเค่จ้องตากันทุกคืน555) แล้วอยู่ดีๆ วันนึง ไปร้านเเว่น เผอิญพนักงานในร้านคนหนึ่งกำลังท้อง จึงบอกน้องฟ้าว่าน้องอยู่ในท้องพี่ น้องฟ้าก็เลยชี้มาที่ท้องหม่าหม้าว่า น้องอยู่ในท้องหม่าหม้า คราวนี้ชักเอะใจ วันรุ่งขึ้นเลยเทสต์ดูปรากฏว่า ท้องจริงๆ แต่ท้องนี้ไม่ได้บำรุงเลย ลูกในท้องคงเเข็งเเรงน่าดู ฮิฮิ ทั้งป๊ะป๊าหม่าม้าก็เริ่มถามหาหมอสูติเก่งๆ สุดท้ายเราเลือกหมอที่โรงพยาบาลม.เนศวร เพราะใกล้บ้านเวลาคลอดจะได้สะดวก ครั้งแรกไปหาหมอ หมออัลตร้าซาวน์ช่องท้อง บอกว่า เด็กยังเล็กมาก นัดใหม่อีก ๒ สัปดาห์ ยังไม่รับฝากครรภ์ ก่อนถึงวันนัด ปวดท้องถ่ายหนัก พอตกเย็นก็รู้สึกเจ็บก้น นั่งไม่ได้เข้าไปในห้องน้ำ รู้สึกรูทวารหนักบวม ก็คิดว่าริดสีดวงทวารออกมาแน่ๆ ทำให้นั่งไม่ได้ (เริ่มเป็นตั้งแต่หลังคลอดน้องฟ้า) ก็พยายามดันกลับเข้าไป แต่ดันไม่เข้า พยายามเเล้วพยายามอีกก็ไม่เข้า ยิ่งดันยิ่งเจ็บยิ่งอักเสบ มีเลือดไหล เจ็บก้นนั่งไม่ได้ยืนไม่ได้นอนไม่ได้เจ็บระบมไปหมด ไปหาหมอ หมอบอกหูรูดอักเสบ ให้ยาเเก้ปวด แก้อักเสบ ยาฆ่าเชื้อมากิน จนอาการเริ่มดีขึ้น เมื่อถึงวันนัดตรวจครรภ์ หมออัลตร้าซาวน์ทางช่องคลอด หมอบอกว่าอายุครรภ์เพิ่ง ๖ สัปดาห์ หัวใจเต้นปกติดี แต่มีจุดดำใกล้กับรก อาจแท้งได้ ให้ระมัดระวัง ถ้ามีเลือดออกให้รีบมาพบหมอก่อนวันนัด ยังไม่รับฝากครรภ์ นัดใหม่อีก ๒ สัปดาห์ พอครบกำหนดจำได้ว่าเป็นวันจันทร์ น้องฟ้า ไปโรงเรียนตามปกติ แต่พอกลับจากโรงเรียน ตัวเริ่มอุ่น ตกเย็นตัวร้อน ให้ยาลดไข้ นึกว่าดีขึ้น เลยพาออกไปข้างนอกเนื่องจากตัวเองต้องไปพบหมอ เมื่อไปถึงโรงพยาบาลก็ไม่ให้น้องฟ้าเข้าโรงพยาบาลแต่ให้ป๊ะป๊าพาไปเดินเล่นข้างนอก ส่วนตัวเองขึ้นไปพบหมอคนเดียว ครั้งแรกคุณหมอ อัลตร้าซาวน์ช่องท้องแล้วบอกว่าเห็นการเจริญเติบโตเด็กไม่ชัด ขออัลตร้าซาวน์ช่องคลอดอีกครั้ง แล้วคุณหมอบอกว่าเด็กโตขึ้นเล็กน้อยอายุครรภ์ ๗ สัปดาห์ แต่คุณหมอเห็นการเต้นหัวใจไม่ชัด และยังมีจุดดำๆ อยู่ใกล้รก อาจแท้งได้ เด็กอาจจะไม่สมบูรณ์ด้วยตัวของเด็กเอง เป็นไปตามธรรมชาติ ถ้าเขาไม่สมบูรณ์เขาจะหยุดการเจริญเติบโตและจะหลุดออกมาเองคือตกเลือด หากตกเลือดไม่หมดก็ต้องขูดมดลูก แต่ตอนนี้ให้บำรุงครรภ์ไปตามปกติ นัดอีก ๒ สัปดาห์ เป็นไงละ เครียดเลยสิ เดินลงไปรับยาเเบบงงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น สักพักได้ยินเสียงป๊ะป๊าเรียก หม่าม้า หม่าม้า หันกลับไปทำไมป๊ะป๊าเดินมาคนเดียว น้องฟ้าอยู่ไหน น้องฟ้าหลงทางหรือ แล้วป๊ะป๊าก็บอกว่าน้องฟ้าชักอยู่ห้องไอซียู เท่านั้นเเหละโลกทั้งใบมันหมุนไปหมดเกิดอะไรขึ้นกับฉันเนี่ย รีบเดินไปที่ห้องฉุกเฉิน เห็นน้องฟ้านอนเปลือยหลับอยู่บนเตียงคนไข้ ทั้งหมอทั้งพยาบาลมะรุ้มะตุ้มกับน้องฟ้าอยู่ ใจหาย ลูกไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อน เกิดอะไรขึ้น สักพักได้ยินเสียงน้องฟ้าร้อง พยาบาลบอกว่า"ดีเเล้วลูกร้องเสียงดังๆ เลย" หม่าม้าชักใจชื้นขึ้น ทั้งพยาบาลฝึกหัด หมอฝึกหัดก็เข้ามาซักอาการน้องฟ้าก่อนชักเราก็บอกว่าไม่รู้เพราะไม่ได้อยู่ด้วย แต่ก็เล่าอาการก่อนหน้านี้ให้เขาฟัง บางส่วนก็เช็ดตัวน้องฟ้าให้ไข้ลง รุมกันเช็ดเลยก็ว่าได้ บางส่วนก็ฉีดยา ให้น้ำเกลือ ตอนนั้นหัวอกคนเป็นแม่ห่อเหี่ยวสิ้นดี แล้วคุณหมอก็เอาไม้กดลิ้นน้องฟ้าเพื่อตรวจดูคอ ปรากฏว่าน้องฟ้าอาเจียนเอานม อาหารที่กินออกไปจนหมดแล้วก็ตื่น พยาบาลก็ยังเช็ดตัวกันอยู่ ได้ยินบุรุษพยาบาลคนหนึ่งพูดขึ้นว่ายัง ๓๙ อยู่เลย คราวนี้หม่าม้าก็เข้าไปช่วยพยาบาลเปลี่ยนเสื้อผ้า ถือสายออกซิเจน แล้วกอดน้องฟ้าไว้ จนน้องฟ้าหลับ โชคดีได้ห้องพิเศษเตียงคู่ หมอฝึกหัดทั้งหลายก็มะรุ้มมะตุ้มซักถามจนเหนื่อยตอบ ก็ยังไม่รู้สาเหตุว่าน้องฟ้าเป็นไข้สูงเพราะอะไร สุดท้ายวันรุ่งขึ้นตอนเย็นน้องฟ้าบ่นเจ็บปากจึงรู้ว่ามีแผลในปากติดเชื้อไวรัส ทำให้มีไข้สูง อยู่ที่โรงพยาบาล ๓ วัน หมอบอกเชื้อนี้ติดจากสารคัดหลั่ง น้ำมูก น้ำลาย น้องฟ้าน่าจะไปสัมผัสโดนทำให้ติดเชื้อดังกล่าวและเชื้อนี้มีอยู่ทั่วไปในอากาศ พอน้องฟ้าดีขึ้น คราวนี้ก็ถึงคิวเจ้าตัวเล็กในท้อง ทั้งป๊ะป๊าหม่าม้าก็เกิดอาการเครียดว่าหนูจะอยู่หรือไป สำหรับหม่าม้า หม่าม้ารู้ว่าหนูไม่อยู่แล้ว เพราะตั้งแต่ก่อนวันไปตรวจครรภ์สัปดาห์ที่ ๘ เคยบอกป๊ะป๊าด้วยซ้ำไปว่ารู้สึกเหมือนไม่ได้ท้องแล้ว แต่ป๊ะป๊าเขายังไม่เชื่อเพราะเลือดไม่ออก สุดท้ายวันศุกร์ที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ก็ตัดสินใจไปหาหมอสูติที่สุโขทัยที่ทำคลอดน้องฟ้า ให้ช่วยตรวจอีกครั้ง ไปถึงก็เล่าอาการให้หมอฟัง คุณหมอตรวจครรภ์ทางช่องคลอดแล้วเเจ้งว่าแท้งแล้วนะ ช็อก และแนะนำให้ขูดมดลูก สุดท้ายตัดสินใจว่าขูดวันเสาร์ที่ ๑๐ กรกฎาคม เลย เมื่อถึงวันเสาร์ก็จัดเตรียมเสื้อผ้าไปนอนโรงพยาบาลสุโขทัย ได้รับการดูแลอย่างดีมาก คุณพยาบาลเหน็บยาทางช่องคลอดเพื่อให้มดลูกนุ่มตั้งแต่ ๑๐ โมงกว่า เข้าห้องผ่าตัดตอนบ่าย ๒ ตอนขูดมดลูกไม่รู้สึกเจ็บเลยเพราะหมอฉีดยานอนหลับ ตื่นขึ้นมาก็เบลอๆ ความรู้สึกครั้งแรกกำลังร้องเพลง the grand old duke of york กับน้องฟ้า แล้วก็ถามตัวเองว่ามาทำอะไรอยู่ที่ไหน ได้คำตอบมากมาย ก็บอกว่าไม่ใช่ สุดท้ายได้คำตอบว่ามาขูดมดลูก แล้วก็ได้ยินเสียงคนพูดหลายคน ได้ยินเสียงอาติ๊ก ถึงได้รู้ว่าเราตื่นเเล้ว สักพักได้ยินเสียงป๊ะป๊า เเล้วตัวเองก็พูดขึ้นว่าปวดท้อง ตอนหลังใครๆก็ถามว่ารู้ตัวไหมว่าละเมอพูดว่าปวดท้อง ก็บอกว่ารู้ ไม่ได้ละเมอตั้งใจพูด ปวดท้องมาก ตั้งสติกำหนดจิตให้หายปวดท้อง จนกระทั่งอาการปวดท้องหายอย่างปลิดทิ้ง มหัศจรรย์จริงๆ เมื่อฟื้นขึ้นมา ลุกขึ้นนั่งครั้งแรกเลือดไหลเป็นน้ำเลย แต่หลังจากนั้นเลือกออกกระปริบกระปรอย วันอาทิตย์ออกจากโรงพยาบาล ไปทำบุญสังฆทานให้ลูก กลับบ้านพักฟื้น ๒ วันไปทำงาน เลือดยังคงไหลเเต่ไม่มากเกือบอาทิตย์เลือดหยุดไหล ก็รู้สึกดีใจว่าผ่านเหตุการณ์มาได้แล้ว สุดท้ายเกิดอาการเเพ้ยาเป็นผื่นขึ้นทั้งตัวต้องหยุดงานอีก ๑ วันตอนนี้กำลังรักษาตัวให้หายจากโรคภัยต่างๆ และขอให้สุขภาพเเข็งเเรง ส่วนลูกน้อยไปดีนะลูก อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันอีกเลย./21/7/53
หนูเป็นสาวแล้ว

ครบ ๑ ขวบแล้วจ้า
เกิดวิกฤติการณ์ครั้งใหญ่เมื่อน้องฟ้าใกล้ ๑ ขวบ เรียกได้ว่าเจอมรสุมมะรุมมะตุ้มเกือบทุกด้านไม่ว่า เรื่องไม่สบาย พี่เลี้ยงเก่าลาออก พี่เลี้ยงใหม่มาแทน หย่านม ทุกอย่างมารวมอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน เรื่องมันเริ่มตั้งแต่น้องฟ้าไม่สบาย จำไม่ได้แล้วว่าเป็นอะไร พอเริ่มหาย พี่เลี้ยงอยู่ดีๆ ก็ขอลาออก ต้องรีบหาพี่เลี้ยงใหม่ โชคดีที่หาพี่เลี้ยงใหม่ได้เร็วทันใจ แต่น้องฟ้าติดพี่เลี้ยงเก่าซะแล้ว ไม่ยอมเอาใครทั้งสิ้น วันเเรกๆ ร้องกรี๊ดๆ ทุกครั้ง ไม่ยอมให้พี่เลี้ยงใหม่อุ้ม คุณยายอุ้มก็ไม่ได้ แล้วน้องฟ้าไม่ยอมทานอะไรทั้งสิ้น รอแต่นมแม่ หม่าม้าก็ไม่มีนมให้น้องฟ้ากิน กินเท่าไรก็กินไม่อิ่ม ตื่นกลางดึกทุกคืนคืนละหลายๆ รอบเป็นอย่างนี้มาหลายเดือนแล้ว (แต่ไม่ได้ทันเอะใจ) น้ำหนักไม่ขึ้นเท่าเดิมมาตลอด จนหม่าม้าคิดว่า ไม่ไหวแน่หากเป็นอย่างนี้ จึงตัดสินใจหย่านมในช่วงนั้น น้องฟ้าร้องไห้กรี๊ดๆเหมือนจะขาดใจทุกวันทั้งเช้ากลางวันเย็น ไม่เอาใครทั้งสิ้นเอานมแม่อย่างเดียว จนเพื่อน
ข้างบ้านเเปลกใจว่าเกิดอะไรขึ้น มันเป็นช่วงที่ทรมานทั้งแม่และลูกมากที่สุด ดีที่มีคุณยายมาช่วยเป็นกำลังเสริมไม่อย่างนั้น ต้องยอมเเพ้น้องฟ้าแน่นอน สุดท้ายหย่านมน้องฟ้าสำเร็จ น้องฟ้าเริ่มกินอาหาร ดื่มนมได้มากขึ้นเรื่อยๆ จนน้ำหนักขึ้นมาได้ เริ่มสนิทกับพี่เลี้ยงใหม่ (จนตอนนี้ติดแจ) มรสุมชีวิตผ่านพ้นไปด้วยดี จนครบ ๑ ขวบ สุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่ร้องกรี๊ดๆ นอนหลับสนิทไม่ตื่นกลางดึกคืนละหลายๆ รอบอีก จนกระทั่งวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๕๒ น้องฟ้าก้าวเดินเอง ๖ ก้าวแรก ที่สวนหลวง ร.๙ ป๊ะป๊าหม่าม้าดีใจเป็นที่สุด น้องฟ้าเดินได้แล้ว อ้อ ฟันล่างงอก ๒ ซี่ด้วย หลังจากนั้นก็เดินตุปัดตุเป๋ ล้มลุกคลุกคลาน จับกบ หัวโน หัวฟาดพื้นทั้งที่บ้านและในห้างนับครั้งไม่ถ้วน น้องฟ้าเริ่มเข้าใจภาษา เริ่มออกเสียงสัตว์ต่างๆ ได้ ไม่ว่า จะเป็น lion, dog, monkey, frog, lizard, bird, tiger ต่อมาเริ่มพูด จ๊ะ คำแรกที่น้องฟ้าพูดได้คือ tor (เตอร์) คงสงสัยว่าคืออะไร มันคือ alligator (จระเข้) แต่น้องพูดได้แต่ tor ถามว่านี่ตัวอะไร น้องจะบอกว่า tor แล้วสัตว์ทุกตัว สิ่งของทุกชิ้น เมื่อถามว่านี่คืออะไร น้องฟ้า ก็จะตอบว่า tor บางครั้งก็พูด เตอร์เต้อ เมื่อชี้ไปที่เต่า บางทีก็บอกว่า ดาก เมื่อชี้ไปที่หมา เวลาร้องไห้งอแง ก็จะเรียก ปาปา มามา ตอนนี้น้องฟ้า ๑ ขวบ ๓ เดือนแล้วกำลังชอบร้องเพลง เต้นรำไม่ว่าแบบฝรั่งแบบไทย ชอบหมด มีท่าเต้นเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ใครอยากเห็นต้องมาดูเอง รับรองไม่แพ้เเดนเซอร์มืออาชีพ ขยันทำงาน ช่วยรื้อ ช่วยค้นทุกอย่าง ถ้าได้ผ้าเช็ดโต๊ะมาผืนหนึ่ง เธอจะเช็ดทั้งโต๊ะ เก้าอี้ พื้น เช็ดๆ
อยู่นั่นแหละ จนกว่าจะเบื่อ แต่นิสัยการกินการถ่าย กลับกลายเป็นทารก ไม่ยอมกินข้าวบนโต๊ะ ไม่ยอมกินนมกล่อง ไม่ยอมถ่ายลงกระโถน ปัญหาหนักอกป๊ะป๊า หม่าม้า ที่ต้องหาทางแก้ไขกันต่อไป รูปสุดท้ายนี้ ถ่ายไว้หลังจากที่น้องฟ้ากินข้าวเหนียวกับไก่ย่าง กินอยู่ดีๆ ก็โอนเอนๆ แล้วฟุบหลับไปทันที จึงถ่ายภาพไว้ ตั้งชื่อว่า "พิษข้าวเหนียว"
อยู่นั่นแหละ จนกว่าจะเบื่อ แต่นิสัยการกินการถ่าย กลับกลายเป็นทารก ไม่ยอมกินข้าวบนโต๊ะ ไม่ยอมกินนมกล่อง ไม่ยอมถ่ายลงกระโถน ปัญหาหนักอกป๊ะป๊า หม่าม้า ที่ต้องหาทางแก้ไขกันต่อไป รูปสุดท้ายนี้ ถ่ายไว้หลังจากที่น้องฟ้ากินข้าวเหนียวกับไก่ย่าง กินอยู่ดีๆ ก็โอนเอนๆ แล้วฟุบหลับไปทันที จึงถ่ายภาพไว้ ตั้งชื่อว่า "พิษข้าวเหนียว"สาวน้อยแสนซน
น้องฟ้าเริ่มโตขึ้นเข้าเดือนที่ ๖ หรือ๗ จำไม่ได้แน่ กลายเป็นเด็กขี้อาย เจอใครหน้าแปลก
จะยิ้มให้แล้วก็อายหลบกอดหม่าม้าทุกที พอย่างเข้าเดือนที่ ๘ ความซนของหนูน้อยเริ่มฉายเเวว คงเป็นเพราะน้องฟ้าคืบเก่งขึ้น เกาะยืนได้ มีอะไรมากมายที่หนูอยากรู้อยากค้นหา ของอะไรที่ห้ามจะต้องเอาให้ได้ ยิ่งตอนนี้น้องฟ้าอายุเก้าเดือนแล้ว แสดงอารมณ์ชัดเจนมากขึ้น ไม่ได้อะไรดังใจจะส่งเสียงกรี๊ดๆ ให้ป๊ะป๊า หม่าม้า ป้าทม ตกใจเล่น ป้าทมดูจะตามใจน้องฟ้าที่สุด ส่วนหม่าม้าจะทนฟังเสียงน้องฟ้ากรีดร้องได้นานที่สุด ส่วนป๊ะป๊านี่ถ้าวันไหนหมั่นไส้เด็กน้อย จะเข้าไปเสริมอารมณ์ให้หนูน้อยร้องมากขึ้นอีก บ้านหลังน้อยของเราจึงมีแต่ความวุ่นวายตลอดทั้งวันทั้งคืน น้องฟ้าเริ่มคืบจริงจังตั้งแต่ ๖ เดือน จน ๘ เดือน น้องฟ้าเกาะยืนแล้ว นั่งอึในกระโถนได้แล้ว
ก็ยังคืบอยู่ ตั้งท่าจะคลานบ่อยครั้งแต่สุดท้าย หนูก็กระดืบกระดื้บเป็นหนอนโออิชิ ทุกที แรกๆ ก็กังวลว่าทำไมน้องฟ้าไม่คลาน แต่คุณหมอบอกว่า คลานเป็นพัฒนาการเดียวที่สามารถข้ามได้ ก็เลยทำใจว่าน้องฟ้าคงไม่คลานแน่ ถึงแม้น้องฟ้าไม่คลาน แต่หนูน้อยก็คืบเร็วมาก จับกันไม่ค่อยจะทัน มุมที่วางเครื่องเสียงดูจะเป็นสิ่งที่น้องฟ้าสนใจมากที่สุด เพราะมีเสียงดังบริเวณนี้ตลอดเวลา ทั้งมีสายไฟระโยงระยางน่าดึงเล่นเป็นที่สุด ที่สำคัญเป็นบริเวณที่ทุกคนหวงห้ามมากที่สุด น้องฟ้าจึงไปที่เครื่องเสียงบ่อยๆ จนต้องเอาเปล เอากระป๋องนม ไปวางเพื่อดึงความสนใจหนูน้อย และแล้ววันนึงน้องฟ้าก็ตั้งท่าคลานเหมือนเช่นทุกวัน แต่วันนี้น้องฟ้าไม่เเปลงร่างเป็นหนอนโออิชิแล้ว น้องฟ้าใช้เข่าคลาน ค่อยๆ เยื้องย่างเข่าทีละข้าง ทีละข้าง พอเจ็บก็ล้มเเหมะเป็นหนอนต่ออีก วันแรกๆ ที่เริ่มคลานเข่า ๒ ข้างเเดงไปหมด เมื่อคลานเก่งขึ้น น้องฟ้าคลานรอบบ้าน ใต้โต๊ะกินข้าว กับเก้าอี้เลื่อนกลายเป็นมุมโปรดของน้องฟ้าอีกมุมหนึ่ง คราวนี้หนูน้อยไม่คลานอย่างเดียวแล้ว พอถึงที่หมายก็จะเกาะยืนทันที เสียงร้องเพราะล้มฟาดโน่นฟาดนี่จึงเกิดขึ้นไม่เว้นเเต่ละวัน น้องฟ้าเป็นเด็กที่ชอบคำชม ใครชมว่าเก่งต้องปรบมือ ยืดอก ยิ้มรับซะทุกที แต่หนูรู้นะว่าใครแกล้งชมหนู ถ้าอยู่ดีๆ ชมว่าเก่ง โดยที่หนูนั่งเฉยๆ ยังไม่ทันทำอะไร ก็ไม่ปรบมือนะ ก็หนูยังไม่ได้ทำอะไรเลย มาชมได้ยังไง แต่ถ้าทำเช่นชี้ถูกว่ารูปไหน a dog, a cat, a giraffe, a fish, a panda, a tiger, a rabbit, a lion, a zebra, a turtle, an elephant, a bird ไหนป๊ะป๊า ไหนหม่าม้า ป้าทม แล้วชมว่าเก่ง จะยิ่งตบมือใหญ่ ยิ้มหวานเจี๊ยบแบบหลับตาปี๊เลย น้องฟ้าเริ่มรู้คำศัพท์มากขึ้น ชอบดูสัตว์โดยเฉพาะนกกับหมาเพราะแถวบ้านนกกับหมาผ่านหน้าบ้านบ่อย ป้าทม จะเอากล้วยงอมๆ หรือมะละกอสุกไปวางไว้ใต้ต้นลีลาวดีหน้าบ้
านให้นกเอี้ยง นกเขา นกหัวจุก นกพิราบมากินเพื่อให้น้องฟ้านั่งมองดูนกในบ้านได้ ส่วนหมานี่ ข้างบ้านเลี้ยงไว้ ทุกเย็นมันก็จะเยื้องย่างอวดโฉมให้น้องฟ้าดูน้องฟ้าเห็นก็จะส่งเสียงกรี๊ดเล็กๆ เรียก บางทีก็หัวเราะคิกๆ ดีใจได้เห็นมัน น้องฟ้ายังเป็นเด็กชอบเสียงเพลงเพราะฟังเพลงตั้งแต่อยู่ในท้องหม่าม้า ตอนนี้ใครร้องเพลง น้องฟ้าจะร้องตาม อืออือเออเออออออไปเรื่อยๆ จนจบพร้อมเรา เพลงที่ชอบมีทั้งไทยและอังกฤษ ลูกทุ่ง ลูกกรุง เพลงผู้ใหญ่ เพลงเด็กได้ทุกเพลง แต่ชอบที่สุดคือเพลงเด็กที่ร้องให้ฟังทุกวัน น้องฟ้าชอบเพลง nobody มากได้ยินเมื่อไรจะยิ้ม แล้วทำท่าจะเต้นด้วย ทันสมัยจริงๆ ทุกเช้าตื่นมาน้องฟ้าต้องฝึกยกมือไหว้สวัสดีคะป๊ะป๊า หม่าม้า แล้วลงมานั่งกินขนมปัง
ปิ้งกับนมกล่อง ป้าทมมา ก็ต้องฝึกยกมือสวัสดีคะ แต่ถ้าถือขนมปังอยู่ก็จะไม่ยอมยกมือไหว้ (ห่วงกิน) เดินผ่านหิ้งพระก็ต้องยกมือสวัสดีคะ ทำบ้างไม่ทำบ้างแล้วแต่อารมณ์ ถ้าอารมณ์ดีก็ทำ ถ้าอารมณ์ไม่ดีก็ไม่ทำ แต่ถ้าเจอคนแปลกหน้าไม่ทำเลย เพราะกำลังตื่นเต้น อยากเล่น อยากรู้จักมากกว่าเลยจ้องหน้าอย่างเดียว ตอนเเที่ยง หม่าม้ากลับบ้านก็ต้องยกมือสวัสดีคะกันอีก นั่งทานข้าวเที่ยงด้วยกันที่โต๊ะ น้องฟ้ามีโต๊ะกินข้าวส่วนตัวนั่งโต๊ะกินข้าวตั้งแต่ ๖ เดือน จนเบื่อ เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยยอมนั่งกินข้าวแล้ว ต้องไปนั่งเล่น นั่งชมนกชมไม้กินไปเล่นไปดูไปจนหมด บางวันก็กินไม่หมด ปิดปาก เบี่ยงหน้าหลบไปทางซ้ายทีขวาที ครั้งหนึ่งไปดูพี่ข้างบ้านทานข้าว ปรากฏพี่ไม่ยอมทาน ป้อนเข้าปากปุ๊บ
คายออก ป้อนปุ๊บ คายออกตลอด หม่าม้าก็ไม่ได้เอะใจมัวแต่หัวเราะ พอวันรุ่งขึ้น น้องฟ้าเลียนแบบ ป้อนปุ๊บคายออก ป้อนปุ๊บ คายออกบ้าง หม่าม้าต้องกุมขมับ ทำอะไรไม่ถูกเลย อีกไม่กี่เดือนก็ครบขวบแล้ว พัฒนาการจะเป็นอย่างไร ต้องคอยดูกันต่อไป
จะยิ้มให้แล้วก็อายหลบกอดหม่าม้าทุกที พอย่างเข้าเดือนที่ ๘ ความซนของหนูน้อยเริ่มฉายเเวว คงเป็นเพราะน้องฟ้าคืบเก่งขึ้น เกาะยืนได้ มีอะไรมากมายที่หนูอยากรู้อยากค้นหา ของอะไรที่ห้ามจะต้องเอาให้ได้ ยิ่งตอนนี้น้องฟ้าอายุเก้าเดือนแล้ว แสดงอารมณ์ชัดเจนมากขึ้น ไม่ได้อะไรดังใจจะส่งเสียงกรี๊ดๆ ให้ป๊ะป๊า หม่าม้า ป้าทม ตกใจเล่น ป้าทมดูจะตามใจน้องฟ้าที่สุด ส่วนหม่าม้าจะทนฟังเสียงน้องฟ้ากรีดร้องได้นานที่สุด ส่วนป๊ะป๊านี่ถ้าวันไหนหมั่นไส้เด็กน้อย จะเข้าไปเสริมอารมณ์ให้หนูน้อยร้องมากขึ้นอีก บ้านหลังน้อยของเราจึงมีแต่ความวุ่นวายตลอดทั้งวันทั้งคืน น้องฟ้าเริ่มคืบจริงจังตั้งแต่ ๖ เดือน จน ๘ เดือน น้องฟ้าเกาะยืนแล้ว นั่งอึในกระโถนได้แล้ว
ก็ยังคืบอยู่ ตั้งท่าจะคลานบ่อยครั้งแต่สุดท้าย หนูก็กระดืบกระดื้บเป็นหนอนโออิชิ ทุกที แรกๆ ก็กังวลว่าทำไมน้องฟ้าไม่คลาน แต่คุณหมอบอกว่า คลานเป็นพัฒนาการเดียวที่สามารถข้ามได้ ก็เลยทำใจว่าน้องฟ้าคงไม่คลานแน่ ถึงแม้น้องฟ้าไม่คลาน แต่หนูน้อยก็คืบเร็วมาก จับกันไม่ค่อยจะทัน มุมที่วางเครื่องเสียงดูจะเป็นสิ่งที่น้องฟ้าสนใจมากที่สุด เพราะมีเสียงดังบริเวณนี้ตลอดเวลา ทั้งมีสายไฟระโยงระยางน่าดึงเล่นเป็นที่สุด ที่สำคัญเป็นบริเวณที่ทุกคนหวงห้ามมากที่สุด น้องฟ้าจึงไปที่เครื่องเสียงบ่อยๆ จนต้องเอาเปล เอากระป๋องนม ไปวางเพื่อดึงความสนใจหนูน้อย และแล้ววันนึงน้องฟ้าก็ตั้งท่าคลานเหมือนเช่นทุกวัน แต่วันนี้น้องฟ้าไม่เเปลงร่างเป็นหนอนโออิชิแล้ว น้องฟ้าใช้เข่าคลาน ค่อยๆ เยื้องย่างเข่าทีละข้าง ทีละข้าง พอเจ็บก็ล้มเเหมะเป็นหนอนต่ออีก วันแรกๆ ที่เริ่มคลานเข่า ๒ ข้างเเดงไปหมด เมื่อคลานเก่งขึ้น น้องฟ้าคลานรอบบ้าน ใต้โต๊ะกินข้าว กับเก้าอี้เลื่อนกลายเป็นมุมโปรดของน้องฟ้าอีกมุมหนึ่ง คราวนี้หนูน้อยไม่คลานอย่างเดียวแล้ว พอถึงที่หมายก็จะเกาะยืนทันที เสียงร้องเพราะล้มฟาดโน่นฟาดนี่จึงเกิดขึ้นไม่เว้นเเต่ละวัน น้องฟ้าเป็นเด็กที่ชอบคำชม ใครชมว่าเก่งต้องปรบมือ ยืดอก ยิ้มรับซะทุกที แต่หนูรู้นะว่าใครแกล้งชมหนู ถ้าอยู่ดีๆ ชมว่าเก่ง โดยที่หนูนั่งเฉยๆ ยังไม่ทันทำอะไร ก็ไม่ปรบมือนะ ก็หนูยังไม่ได้ทำอะไรเลย มาชมได้ยังไง แต่ถ้าทำเช่นชี้ถูกว่ารูปไหน a dog, a cat, a giraffe, a fish, a panda, a tiger, a rabbit, a lion, a zebra, a turtle, an elephant, a bird ไหนป๊ะป๊า ไหนหม่าม้า ป้าทม แล้วชมว่าเก่ง จะยิ่งตบมือใหญ่ ยิ้มหวานเจี๊ยบแบบหลับตาปี๊เลย น้องฟ้าเริ่มรู้คำศัพท์มากขึ้น ชอบดูสัตว์โดยเฉพาะนกกับหมาเพราะแถวบ้านนกกับหมาผ่านหน้าบ้านบ่อย ป้าทม จะเอากล้วยงอมๆ หรือมะละกอสุกไปวางไว้ใต้ต้นลีลาวดีหน้าบ้
านให้นกเอี้ยง นกเขา นกหัวจุก นกพิราบมากินเพื่อให้น้องฟ้านั่งมองดูนกในบ้านได้ ส่วนหมานี่ ข้างบ้านเลี้ยงไว้ ทุกเย็นมันก็จะเยื้องย่างอวดโฉมให้น้องฟ้าดูน้องฟ้าเห็นก็จะส่งเสียงกรี๊ดเล็กๆ เรียก บางทีก็หัวเราะคิกๆ ดีใจได้เห็นมัน น้องฟ้ายังเป็นเด็กชอบเสียงเพลงเพราะฟังเพลงตั้งแต่อยู่ในท้องหม่าม้า ตอนนี้ใครร้องเพลง น้องฟ้าจะร้องตาม อืออือเออเออออออไปเรื่อยๆ จนจบพร้อมเรา เพลงที่ชอบมีทั้งไทยและอังกฤษ ลูกทุ่ง ลูกกรุง เพลงผู้ใหญ่ เพลงเด็กได้ทุกเพลง แต่ชอบที่สุดคือเพลงเด็กที่ร้องให้ฟังทุกวัน น้องฟ้าชอบเพลง nobody มากได้ยินเมื่อไรจะยิ้ม แล้วทำท่าจะเต้นด้วย ทันสมัยจริงๆ ทุกเช้าตื่นมาน้องฟ้าต้องฝึกยกมือไหว้สวัสดีคะป๊ะป๊า หม่าม้า แล้วลงมานั่งกินขนมปัง
ปิ้งกับนมกล่อง ป้าทมมา ก็ต้องฝึกยกมือสวัสดีคะ แต่ถ้าถือขนมปังอยู่ก็จะไม่ยอมยกมือไหว้ (ห่วงกิน) เดินผ่านหิ้งพระก็ต้องยกมือสวัสดีคะ ทำบ้างไม่ทำบ้างแล้วแต่อารมณ์ ถ้าอารมณ์ดีก็ทำ ถ้าอารมณ์ไม่ดีก็ไม่ทำ แต่ถ้าเจอคนแปลกหน้าไม่ทำเลย เพราะกำลังตื่นเต้น อยากเล่น อยากรู้จักมากกว่าเลยจ้องหน้าอย่างเดียว ตอนเเที่ยง หม่าม้ากลับบ้านก็ต้องยกมือสวัสดีคะกันอีก นั่งทานข้าวเที่ยงด้วยกันที่โต๊ะ น้องฟ้ามีโต๊ะกินข้าวส่วนตัวนั่งโต๊ะกินข้าวตั้งแต่ ๖ เดือน จนเบื่อ เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยยอมนั่งกินข้าวแล้ว ต้องไปนั่งเล่น นั่งชมนกชมไม้กินไปเล่นไปดูไปจนหมด บางวันก็กินไม่หมด ปิดปาก เบี่ยงหน้าหลบไปทางซ้ายทีขวาที ครั้งหนึ่งไปดูพี่ข้างบ้านทานข้าว ปรากฏพี่ไม่ยอมทาน ป้อนเข้าปากปุ๊บ
คายออก ป้อนปุ๊บ คายออกตลอด หม่าม้าก็ไม่ได้เอะใจมัวแต่หัวเราะ พอวันรุ่งขึ้น น้องฟ้าเลียนแบบ ป้อนปุ๊บคายออก ป้อนปุ๊บ คายออกบ้าง หม่าม้าต้องกุมขมับ ทำอะไรไม่ถูกเลย อีกไม่กี่เดือนก็ครบขวบแล้ว พัฒนาการจะเป็นอย่างไร ต้องคอยดูกันต่อไป
แรกเกิดถึงหกเดือน
"กาลครั้งหนึ่งมีเด็กน้อยลืมตาดูโลกในคืนวันฝนตกหนัก เด็กน้อยหน้าตาน่ารักชื่อว่า น้องฟ้า.. น้องฟ้าป่วยตัวเหลืองอยู่ในโรงพยาบาล คุณหมอให้อยู่ไฟ น้องฟ้าอยู่ไฟวันเดียวหายป่วย หม่าม้าพาน้องฟ้ากลับไปบ้าน กลับถึงบ้าน น้องฟ้าเป็นเด็กดี ไม่งอแง เลี้ยงง่าย อึฉี่ทั้งวัน..."
นิทานเรื่องนี้เพิ่งเริ่มต้นเหมือนกับชีวิตของพ่อแม่ลูกที่เริ่มต้นผูกพันกันตั้งแต่วันแรกคลอด
ตั้งแต่น้องฟ้าลืมตาดูโลกก็เจอหม่าม้าแล้ว และอยู่ด้วยกันมาตลอดจนถึงทุกวันนี้ ไม่เคยมีลูก ไม่เคยอุ้มเด็กแรกคลอด เคยช่วยพี่ๆ เลี้ยงหลานแต่ไม่เคยเลี้ยงเด็กเป็นจริงเป็นจังมาก่อนแต่พอคลอดลูกมาก็ไม่รู้เหมือนกันเลี้ยงลูกอ้มลูกได้อย่างไร คงเป็นเพราะความผูกพันระหว่างแม่ลูก ปะป๊าหม่าม้าช่วยกันเลี้ยงน้องฟ้า ดูแลน้องฟ้ากัน ๒ คนตลอดตั้งแต่วันแรกที่น้องฟ้าคลอดจนออกจากโรงพยาบาลไม่ได้คิดว่าต้องหาคนช่วย ทั้งที่จ้างพี่เลี้ยงน้องฟ้าแล้ว ไม่ได้คิดว่าตั้งใจจะเลี้ยงเองคนเดียวแต่เหตุการณ์พาไปเพราะความรู้สึกที่ต้องดูแลลูก ไม่เคยรู้สึกว่าสิ่งที่ทำไปเป็นสิ่งที่ยากและลำบากทำไม่ได้ คิดเพียงแต่ว่าน้องฟ้าหิวนม ก็ต้องให้กินนม อึฉี่ก็ต้องเปลี่ยนผ้าอ้อม ร้องไห้ก็ต้องกล่อมให้หยุด ง่วงนอนก็ต้องพาไปนอนห่มผ้าให้ และเฝ้าระวังไม่ให้ตกเตียง สกปรกก็ต้องอาบน้ำ ทำอย่างนี้ทุกวันตั้งแต่อยู่ที่โรงพยาบาลจนทุกวันนี้ จนพยาบาลชมว่าเก่งไม่อยากเชื่อว่าจะเลี้ยงลูกเองคนเดียวโดยไม่มีพี่เลี้ยงมาคอยช่วย ก็จะให้เขาช่วยอะไรหล่ะในเมื่อทุกอย่างเป็นสิ่งที่เราต้องทำเอง จนกระทั่งพยาบาลบอกว่า แม่ที่มีฐานะคนอื่นส่วนใหญ่จะมีพี่เลี้ยงมาคอยช่วยดูแลเวลาเปลี่ยนผ้าอ้อม อุ้มเดิน เเม่มีหน้าที่ให้นมอย่างเดียว หม่าม้าจึงถึงบางอ้อนั่นหล่ะ แต่มีความสุขนะที่ได้ดูแลลูก ยิ่งช่วงแรกคลอดเหนื่อยมากเป็นกังวลสารพัด ไม่มีนมให้ลูกกิน น้องฟ้าต้องกินนมผ่านสายสลิง กว่านมแม่จะไหลตั้ง ๒ ถึง ๓ วัน ก็ไม่ทันการซะแล้ว น้องฟ้าตัวเหลือง ต้องอยู่ไฟ เป็นช่วงที่น้องฟ้าน่าสงสารที่สุด ต้องล่อนจ้อนมีเพียงผ้าปิดตาแล้วก็ต้องเข้าไปอยู่ในตู้อบ พอรู้ว่าลูกตัวเหลือง น้ำตามันก็ไหลออกมา สงสารลูก รู้สึกผิดที่ไม่มีนมให้ลูกกิน ที่เลี้ยงลูกไม่ดี ทำให้ลูกป่วย ร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร และตอนแรกคิดว่าคุณพยาบาลคงต้องเอาน้องฟ้าไปเลี้ยงเองแต่เปล่าให้หม่าม้าเลี้ยงเอง ช่วงเวลานั้นทรมานมากทั้งแม่และลูก น้องฟ้าไม่ยอมนอนในตู้อบ ร้องไห้จ้าทุกครั้งที่เอาลงวางในตู้ ต้องให้คุณป้าพยาบาล (หม่าม้าแอบเรียกคุณป้าจอดโหด) จัดการ น้องฟ้าเงียบกริบ ยอมนอนโดยดี แต่นอนไปได้ ๒ ชั่วโมง หิว ก็ร้องไห้อีก หม่าม้าก็ไม่มีนมพอให้หนูกิน ต้องดูดกันไปเป็นชั่วโมง ระหว่างดูด ก็ส่องไฟกันทั้งแม่ทั้งลูก ยิ่งกลางคืน ยิ่งทรมาน เพราะหม่าม้าไม่ได้นอนเลย นมผสมป๊ะป๊าก็ไม่ให้กิน กลัวน้องฟ้าอิ่มไม่ยอมดูดนมหม่าม้า แล้วหม่าม้าจะไม่มีนมให้หนูกิน พยายามบีบเค้นนมใส่แก้วระหว่างหนูหลับ
ก็ได้มาน้อยนิด ไม่พออิ่ม คุณพยาบาลก็ใจดีแวะเวียนสลับสับเปลี่ยนมาดูแล บางคนขอให้นมผสม หม่าม้าก็ต้องบอกว่าไม่ได้พ่อเค้าไม่ให้กิน ทะเลาะกับป๊ะป๊าหลายครั้งจนงอนกันไปไม่รู้กี่รอบ แต่โชคดีที่ปะป๊าเข้มเเข็ง ไม่สติแตกไปกับหม่าม้าด้วย จนตี ๕ ไม่ไหวแล้ว กดปุ่มบอกคุณพยาบาลให้กินนมผสมเถอะแล้วน้องฟ้าก็หลับ แต่พอคุณพยาบาล ออกไปปุ๊บ น้องฟ้าก็ร้องอีก ตอนนั้นกล่อมก็ไม่เป็น ไม่รู้หนูเป็นอะไร ก็ต้องเรียกคุณพยาบาลมาอีก คุณพยาบาลก็ให้กินนมอีก แล้วก็จับเรอ ทีนี้น้องฟ้าหลับฝันดี หม่าม้าก็หลับฝันดี จนถึงเช้า คุณหมอมาดู แล้วบอกว่า ไฟที่ส่องไปทั้งแม่ทั้งลูกนั้น แทบไม่ถึงลูกเลย เศร้าอีกละสิ แต่เมื่อเอาเลือดไปตรวจปรากฏว่า น้องฟ้าตัวไม่เหลืองเเล้ว คุณหมออนุญาตให้กลับบ้านได้ แต่ก็ยังไม่ได้กลับเพราะยังตั้งแต่ชื่อจริงหนูไม่ได้ ทางโรงพยาบาลไม่ให้ออก ป๊ะป๊าก็ต้องไปหาซื้อหนังสือตั้งชื่อลูก แล้วนั่งหากัน ให้ป้าอี๊ดช่วยหาทางเน็ตให้ด้วย สุดท้ายตกลงว่าจะให้หนูชื่อ ณัฐชา เพราะความหมายดี เลขดี สั้นกระชับ เหมาะสำหรับไปใช้เวลาอยู่ต่างประเทศ แล้วก็บังเอิญ คุณลุงวาริน มาเยี่ยม พร้อมกับตั้งชื่อหนูให้ว่า "ณัฐชา" เหมือนกัน ก็เลยคิดว่า หนูคงอยากชื่อนี้ จบเรื่องเเล้วก็ได้กลับบ้านสมใจ หม่าม้าร่างกายแข็งแรงจนลืมไปว่าเพิ่งคลอดลูก ลุกนั่งเดินเหินเหมือนคนปกติ อาผ่อ ต้องสั่งห้ามขึ้นลงบันไดบ่อยๆ ให้อยู่แต่ข้างบน ข้าวปลาจะจัดขึ้นไปให้ จึงต้องเลี้ยงน้องฟ้าอยู่แต่ข้างบน แต่ก็ไม่มีอะไรจะห้ามหม่าม้าได้ เพราะอาก๊ง จะกลับพัทลุง หม่าม้ายืนกรานต้องพาน้องฟ้าไปส่งด้วย น้องฟ้าอายุ ๘ วันจึงได้เดินทางไกลไปสนามบินสุโขทัย
อำเภอสวรรคโลก ไปส่งอาก๊ง แล้วก็เลยไปตัวอำเภอเพื่อกินบะหมี่เม้ง แต่เจ้ากรรมไปเช้าเกินไปร้านยังไม่เปิดขาย เลยได้ซื้อแต่ขนมกลับไปเท่านั้น น้องฟ้า ก็เหมือนเด็กทั่วไปนอนตลอดทั้งกลางวันกลางคืน แต่ตื่นบ่อยเพราะหิว อิ่มก็หลับ ช่วงนั้นกว่าหนูจะหลับเกือบเที่ยงคืนทุกวัน ต้องอึฉี่ให้เรียบร้อยแล้วจึงจะนอน ดูดนมกันเป็นชั่วโมง หม่าม้านั่งสัปหงกให้นมหนูตลอด จนป๊ะป๊าบอกให้นอนกินเถอะจะได้หลับทั้งแม่ทั้งลูก ถึงได้ฝึกให้นมหนูในท่านอนจนกระทั่งติดมาจนถึงทุกวันนี้ ยังไม่ถึงเดือน หนูก็ชันคอได้ในท่าคว่ำ แล้วก็ชันคอสูงขึ้นเรื่อยๆ จนคิดว่าน่าจะถึง ๙๐ องศา แล้ว ซึ่งเด็กอายุ ๓ ถึง ๔ เดือนโน่นเเนะถึงจะทำได้ ดีใจกันใหญ่ว่าพัฒนาการลูกดี แต่พอน้องฟ้าอายุครบ ๒ เดือน พาไปโรงพยาบาลเพื่อฉีดวัคซีน และตรวจพัฒนาการ คุณพยาบาลบอกว่า ที่ลูกคุณทำได้ไม่น่าจะใช่ชันคอ ๙๐ องศานะคะ ต้องเป็นอย่างในรูปนะคะ (เด็กในรูปยกแขนขึ้นพร้อมยกหัวและคอขึ้นสูงถึง ๙๐ องศา มือข้างหนึ่งกำลังคว้าของด้วย) แล้วก็ต้องชันคออยู่ได้นานตราบเท่าที่เค้าพอใจคะ แต่ไม่จำเป็นต้องเอามือคว้าของค
ะ หม่าม้าไม่ลดละความพยายาม ก็ลูกดิฉันก็ทำได้นะคะเนี่ยคุณพยาบาลดูรูปสิ แน่ะ ยังเอารูปที่ถ่ายในมือถือให้ดูอีก คุณพยาบาลก็ปลอบใจ คะเเค่นี้ก็เก่งมากแล้วคะ ก็น้องฟ้าทำได้เหมือนกันเพียงแต่เเค่เเป๊บเดียวเท่านั้นเอง
พอน้องฟ้าใกล้ครบ ๓ เดือน ก็ทำได้เเบบเด็กในรูป แล้วก็พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนตอนนี้หม่าม้ารู้เเล้วว่าเด็กชันคอ ๙๐ องศาเป็นอย่างไร น้องฟ้าเริ่มคว่ำได้เองเมื่ออายุ ๓ เดือนพอดีเป๊ะ แต่ก่อนหน้านี้ถ้าจับตะเเคงซ้ายเมื่อไร หนูเป็นคว่ำทุกที คว่ำได้ด้านเดียวจน ๔ เดือนนิดๆ ก็หงายเองได้ จำได้ว่า เริ่มหงายตอนไปอยู่บ้านคุณย่าในช่วงปีใหม่ พร้อมๆ กับหงายหนูก็คว่ำอีกด้านหนึ่งได้ หลังจากกลับจากเที่ยวในช่วงปีใหม่ การนอนของน้องฟ้า ก็เปลี่ยนไป น้องฟ้าเริ่มตื่นบ่อยตอนกลางคืน ทุกชั่วโมง ๒ ชั่งโมง ไม่หลับยาวเหมือนก่อนไปเที่ยว หม่าม้าก็เริ่มงานหนัก อดนอนด้วย ต้องทำงานด้วย เหนื่อยมาก แต่ป๊ะป๊าก็เป็นกำลังใจให้ตลอด ช่วยดูแลหนูเวลาหม่าม้าเหนื่อย และรับอาสาดูแลหนูในช่วงกลางวันที่หม่าม้ามาทำงานด้วย โดยไม่บ่นสักคำว่าเหนื่อย บอกแต่ว่ามีความสุข แล้วยังทำกับข้าวเย็นให้หม่าม้ากินทุกวัน ดูแลหม่าม้าเหมือนตอนท้อง
ป๊ะป๊าดูแลหนู จนเป็นไข้หวัด แล้วหม่าม้าก็ติดป๊ะป๊า แล้วก็เอาไข้หวัดไปติดหนู ไปหาหมอกินยากันทั้งสามคนพ่อแม่ลูก แต่นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้รู้ว่า น้องฟ้าอายุ ๔ เดือนเศษเกือบ ๕ เดือนโตพอที่จะดูดหลอดได้แล้ว น้องฟ้ากินยาได้เอง โดยไม่ต้องบีบบังคับหรือล่อหลอก และกินน้ำจากหลอดดูดได้ ซึ่งโดยทั่วไปเด็กจะกินหลอดได้เมื่ออายุ ๘ เดือนขึ้นไป เก่งจริงๆ พอ ๕ เดือน น้องฟ้าก็เริ่มคืบ โดยปกติแล้วหม่าม้าจะไม่ปล่อยหนูไว้คนเดียว หากให้อยู่คนเดียวต้องพาลงเปล เช้าวันนั้น ไม่รู้คิดอย่างไร ให้หนูนอนกินนมบนเตียง (สูงประมาณเข่า) ด้วยกัน เสร็จแล้วเห็นหนูหลับฝันดี ไม่อยากปลุก เพราะถ้าหนูตื่นก็ไม่ได้ทำธุระส่วนตัว ป๊ะป๊าก็ไม่อยู่ไปประชุม ซึ่งปกติถ้าหนูหลับ หนูก็จะไม่เคลื่อนไหว จับนอนตรงไหนก็อยู่ตรงนั้น หม่าม้าจึงวางหนูบนเตียง แล้วไปเข้าห้องน้ำ คุยโทรศัพท์ แล้วก็ได้ยินเสียงหนูร้อง รีบวิ่งขึ้นไปดู น้องฟ้าไม่อยู่บนเตียง น้องฟ้าตกเตียง หัวใจสลายอยู่ตรงนั้น น้องฟ้าร้องไห้จ้า อุ้มขึ้นมาก็ยังร้องไห้ ร้องแบบสะอึกสะอื้น คงอยากถามหม่าม้าว่าไปไหนมาทำไมปล่อยให้หนูอยู่คนเดียว ปล่อยให้หนูตกเตียง ร้องไห้ไม่ยอมหยุด หม่าม้าพยายามสำรวจว่าหนูเจ็บ ช้ำ บวม ตรงไหนบ้างแต่ก็ไม่มี แขนขาหักรึเปล่า ก็ไม่มี แต่น้องฟ้าอึแตก ต้องเปลี่ยนผ้า น้องฟ้าก็ร้องไห้ ทำไมไม่อุ้มหนู พอเสร็จก็อุ้มน้องฟ้าลงไปข้างล่าง ให้ป้าทมช่วยดูว่าเจ็บตรงไหนบ้าง ป้าทมบอกเห็นรอยแดงๆ ที่ท้ายทอย น้องฟ้าก็ยังร้องไห้สะอึกสะอื้นเป็นพักๆ ก็นั่งกอดน้องฟ้า นั่งคุยกับป้าทม ไปด้วย สักพักเห็นท้าทอยน้องฟ้าเริ่มบวม ก็คิดว่าไม่ได้แล้วต้องพาไปหาหมอ โทรศัพท์ไปบอกป๊ะป๊า ป๊ะป๊าใจสลาย หมดแล้วความหวังเด็กอัจฉริยะ คุณหมอดูอาการแล้วบอกว่าไม่เป็นอะไร แต่ให้รอดูอาการต่อไปอีก ๒๔ ชั่วโมงถ้าอาเจียน หรือทำกิจกรรมตามปกติไม่ได้ให้รีบพากลับไป คุณหมอไม่เอ็กซเรย์สมองให้ เพราะรังสีจะส่งผลกระทบกับเซลล์สมอง ไม่คุ้มกัน แต่น้องฟ้าไม่เป็นอะไร กินนมได้ เล่นได้ ทำกิจกรรมได้ตามปกติ แล้ววันนี้น้องฟ้าครบ ๖ เดือนแล้ว นั่งได้เองโดยไม่ต้องใช้มือยัน
กินอาหารเสริม ข้าวบดกับน้ำซุปและผักทุกวัน แต่กินนมน้อยลง กว่าจะรู้ว่าทำไมหนูไม่กินนม ก็เกือบเข้าเดือนที่ ๗ แล้ว หลังกลับจากกรุงเทพฯ น้องฟ้า ตัวร้อน มีไข้สูง แล้วไอ เมื่อถึงวันนัดฉีดวัคซีน คุณหมอไม่ฉีดให้ บอกให้รอจนกว่าน้องฟ้าหายป่วย แล้วอาการน้องฟ้าก็หนักขึ้น คือ ไอถี่ขึ้น ไอแต่ละครั้งเหมือนมีเสมหะติด และไอนานมากขึ้น มีน้ำมูกด้วย จึงพาไปหาหมอ หมอให้ทานยาครบ ๑ อาทิตย์ พากลับไปให้คุณหมอดูอาการอีก ปรากฏว่าน้ำหนักตัวน้องฟ้าลดลง หมอซักถามรายละเอียดการให้นม อาหารเสริม ทุกอย่าง และบอกว่าสาเหตุที่น้องฟ้าน้ำหนักลด เพราะหม่าม้าไม่กินอาหารทีมีประโยชน์ น้องฟ้าจึงหิวบ่อย ก็เลยตื่นบ่อย หม่าม้าเลยต้องกลับมากิน กิน กิน และกิน อีกครั้ง รอดูว่าครบ ๗ เดือนเเล้วน้ำหนักตัวหนูจะขึ้นไปเท่าไร
ตั้งแต่น้องฟ้าลืมตาดูโลกก็เจอหม่าม้าแล้ว และอยู่ด้วยกันมาตลอดจนถึงทุกวันนี้ ไม่เคยมีลูก ไม่เคยอุ้มเด็กแรกคลอด เคยช่วยพี่ๆ เลี้ยงหลานแต่ไม่เคยเลี้ยงเด็กเป็นจริงเป็นจังมาก่อนแต่พอคลอดลูกมาก็ไม่รู้เหมือนกันเลี้ยงลูกอ้มลูกได้อย่างไร คงเป็นเพราะความผูกพันระหว่างแม่ลูก ปะป๊าหม่าม้าช่วยกันเลี้ยงน้องฟ้า ดูแลน้องฟ้ากัน ๒ คนตลอดตั้งแต่วันแรกที่น้องฟ้าคลอดจนออกจากโรงพยาบาลไม่ได้คิดว่าต้องหาคนช่วย ทั้งที่จ้างพี่เลี้ยงน้องฟ้าแล้ว ไม่ได้คิดว่าตั้งใจจะเลี้ยงเองคนเดียวแต่เหตุการณ์พาไปเพราะความรู้สึกที่ต้องดูแลลูก ไม่เคยรู้สึกว่าสิ่งที่ทำไปเป็นสิ่งที่ยากและลำบากทำไม่ได้ คิดเพียงแต่ว่าน้องฟ้าหิวนม ก็ต้องให้กินนม อึฉี่ก็ต้องเปลี่ยนผ้าอ้อม ร้องไห้ก็ต้องกล่อมให้หยุด ง่วงนอนก็ต้องพาไปนอนห่มผ้าให้ และเฝ้าระวังไม่ให้ตกเตียง สกปรกก็ต้องอาบน้ำ ทำอย่างนี้ทุกวันตั้งแต่อยู่ที่โรงพยาบาลจนทุกวันนี้ จนพยาบาลชมว่าเก่งไม่อยากเชื่อว่าจะเลี้ยงลูกเองคนเดียวโดยไม่มีพี่เลี้ยงมาคอยช่วย ก็จะให้เขาช่วยอะไรหล่ะในเมื่อทุกอย่างเป็นสิ่งที่เราต้องทำเอง จนกระทั่งพยาบาลบอกว่า แม่ที่มีฐานะคนอื่นส่วนใหญ่จะมีพี่เลี้ยงมาคอยช่วยดูแลเวลาเปลี่ยนผ้าอ้อม อุ้มเดิน เเม่มีหน้าที่ให้นมอย่างเดียว หม่าม้าจึงถึงบางอ้อนั่นหล่ะ แต่มีความสุขนะที่ได้ดูแลลูก ยิ่งช่วงแรกคลอดเหนื่อยมากเป็นกังวลสารพัด ไม่มีนมให้ลูกกิน น้องฟ้าต้องกินนมผ่านสายสลิง กว่านมแม่จะไหลตั้ง ๒ ถึง ๓ วัน ก็ไม่ทันการซะแล้ว น้องฟ้าตัวเหลือง ต้องอยู่ไฟ เป็นช่วงที่น้องฟ้าน่าสงสารที่สุด ต้องล่อนจ้อนมีเพียงผ้าปิดตาแล้วก็ต้องเข้าไปอยู่ในตู้อบ พอรู้ว่าลูกตัวเหลือง น้ำตามันก็ไหลออกมา สงสารลูก รู้สึกผิดที่ไม่มีนมให้ลูกกิน ที่เลี้ยงลูกไม่ดี ทำให้ลูกป่วย ร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร และตอนแรกคิดว่าคุณพยาบาลคงต้องเอาน้องฟ้าไปเลี้ยงเองแต่เปล่าให้หม่าม้าเลี้ยงเอง ช่วงเวลานั้นทรมานมากทั้งแม่และลูก น้องฟ้าไม่ยอมนอนในตู้อบ ร้องไห้จ้าทุกครั้งที่เอาลงวางในตู้ ต้องให้คุณป้าพยาบาล (หม่าม้าแอบเรียกคุณป้าจอดโหด) จัดการ น้องฟ้าเงียบกริบ ยอมนอนโดยดี แต่นอนไปได้ ๒ ชั่วโมง หิว ก็ร้องไห้อีก หม่าม้าก็ไม่มีนมพอให้หนูกิน ต้องดูดกันไปเป็นชั่วโมง ระหว่างดูด ก็ส่องไฟกันทั้งแม่ทั้งลูก ยิ่งกลางคืน ยิ่งทรมาน เพราะหม่าม้าไม่ได้นอนเลย นมผสมป๊ะป๊าก็ไม่ให้กิน กลัวน้องฟ้าอิ่มไม่ยอมดูดนมหม่าม้า แล้วหม่าม้าจะไม่มีนมให้หนูกิน พยายามบีบเค้นนมใส่แก้วระหว่างหนูหลับ
ก็ได้มาน้อยนิด ไม่พออิ่ม คุณพยาบาลก็ใจดีแวะเวียนสลับสับเปลี่ยนมาดูแล บางคนขอให้นมผสม หม่าม้าก็ต้องบอกว่าไม่ได้พ่อเค้าไม่ให้กิน ทะเลาะกับป๊ะป๊าหลายครั้งจนงอนกันไปไม่รู้กี่รอบ แต่โชคดีที่ปะป๊าเข้มเเข็ง ไม่สติแตกไปกับหม่าม้าด้วย จนตี ๕ ไม่ไหวแล้ว กดปุ่มบอกคุณพยาบาลให้กินนมผสมเถอะแล้วน้องฟ้าก็หลับ แต่พอคุณพยาบาล ออกไปปุ๊บ น้องฟ้าก็ร้องอีก ตอนนั้นกล่อมก็ไม่เป็น ไม่รู้หนูเป็นอะไร ก็ต้องเรียกคุณพยาบาลมาอีก คุณพยาบาลก็ให้กินนมอีก แล้วก็จับเรอ ทีนี้น้องฟ้าหลับฝันดี หม่าม้าก็หลับฝันดี จนถึงเช้า คุณหมอมาดู แล้วบอกว่า ไฟที่ส่องไปทั้งแม่ทั้งลูกนั้น แทบไม่ถึงลูกเลย เศร้าอีกละสิ แต่เมื่อเอาเลือดไปตรวจปรากฏว่า น้องฟ้าตัวไม่เหลืองเเล้ว คุณหมออนุญาตให้กลับบ้านได้ แต่ก็ยังไม่ได้กลับเพราะยังตั้งแต่ชื่อจริงหนูไม่ได้ ทางโรงพยาบาลไม่ให้ออก ป๊ะป๊าก็ต้องไปหาซื้อหนังสือตั้งชื่อลูก แล้วนั่งหากัน ให้ป้าอี๊ดช่วยหาทางเน็ตให้ด้วย สุดท้ายตกลงว่าจะให้หนูชื่อ ณัฐชา เพราะความหมายดี เลขดี สั้นกระชับ เหมาะสำหรับไปใช้เวลาอยู่ต่างประเทศ แล้วก็บังเอิญ คุณลุงวาริน มาเยี่ยม พร้อมกับตั้งชื่อหนูให้ว่า "ณัฐชา" เหมือนกัน ก็เลยคิดว่า หนูคงอยากชื่อนี้ จบเรื่องเเล้วก็ได้กลับบ้านสมใจ หม่าม้าร่างกายแข็งแรงจนลืมไปว่าเพิ่งคลอดลูก ลุกนั่งเดินเหินเหมือนคนปกติ อาผ่อ ต้องสั่งห้ามขึ้นลงบันไดบ่อยๆ ให้อยู่แต่ข้างบน ข้าวปลาจะจัดขึ้นไปให้ จึงต้องเลี้ยงน้องฟ้าอยู่แต่ข้างบน แต่ก็ไม่มีอะไรจะห้ามหม่าม้าได้ เพราะอาก๊ง จะกลับพัทลุง หม่าม้ายืนกรานต้องพาน้องฟ้าไปส่งด้วย น้องฟ้าอายุ ๘ วันจึงได้เดินทางไกลไปสนามบินสุโขทัย
อำเภอสวรรคโลก ไปส่งอาก๊ง แล้วก็เลยไปตัวอำเภอเพื่อกินบะหมี่เม้ง แต่เจ้ากรรมไปเช้าเกินไปร้านยังไม่เปิดขาย เลยได้ซื้อแต่ขนมกลับไปเท่านั้น น้องฟ้า ก็เหมือนเด็กทั่วไปนอนตลอดทั้งกลางวันกลางคืน แต่ตื่นบ่อยเพราะหิว อิ่มก็หลับ ช่วงนั้นกว่าหนูจะหลับเกือบเที่ยงคืนทุกวัน ต้องอึฉี่ให้เรียบร้อยแล้วจึงจะนอน ดูดนมกันเป็นชั่วโมง หม่าม้านั่งสัปหงกให้นมหนูตลอด จนป๊ะป๊าบอกให้นอนกินเถอะจะได้หลับทั้งแม่ทั้งลูก ถึงได้ฝึกให้นมหนูในท่านอนจนกระทั่งติดมาจนถึงทุกวันนี้ ยังไม่ถึงเดือน หนูก็ชันคอได้ในท่าคว่ำ แล้วก็ชันคอสูงขึ้นเรื่อยๆ จนคิดว่าน่าจะถึง ๙๐ องศา แล้ว ซึ่งเด็กอายุ ๓ ถึง ๔ เดือนโน่นเเนะถึงจะทำได้ ดีใจกันใหญ่ว่าพัฒนาการลูกดี แต่พอน้องฟ้าอายุครบ ๒ เดือน พาไปโรงพยาบาลเพื่อฉีดวัคซีน และตรวจพัฒนาการ คุณพยาบาลบอกว่า ที่ลูกคุณทำได้ไม่น่าจะใช่ชันคอ ๙๐ องศานะคะ ต้องเป็นอย่างในรูปนะคะ (เด็กในรูปยกแขนขึ้นพร้อมยกหัวและคอขึ้นสูงถึง ๙๐ องศา มือข้างหนึ่งกำลังคว้าของด้วย) แล้วก็ต้องชันคออยู่ได้นานตราบเท่าที่เค้าพอใจคะ แต่ไม่จำเป็นต้องเอามือคว้าของค
ะ หม่าม้าไม่ลดละความพยายาม ก็ลูกดิฉันก็ทำได้นะคะเนี่ยคุณพยาบาลดูรูปสิ แน่ะ ยังเอารูปที่ถ่ายในมือถือให้ดูอีก คุณพยาบาลก็ปลอบใจ คะเเค่นี้ก็เก่งมากแล้วคะ ก็น้องฟ้าทำได้เหมือนกันเพียงแต่เเค่เเป๊บเดียวเท่านั้นเอง
พอน้องฟ้าใกล้ครบ ๓ เดือน ก็ทำได้เเบบเด็กในรูป แล้วก็พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนตอนนี้หม่าม้ารู้เเล้วว่าเด็กชันคอ ๙๐ องศาเป็นอย่างไร น้องฟ้าเริ่มคว่ำได้เองเมื่ออายุ ๓ เดือนพอดีเป๊ะ แต่ก่อนหน้านี้ถ้าจับตะเเคงซ้ายเมื่อไร หนูเป็นคว่ำทุกที คว่ำได้ด้านเดียวจน ๔ เดือนนิดๆ ก็หงายเองได้ จำได้ว่า เริ่มหงายตอนไปอยู่บ้านคุณย่าในช่วงปีใหม่ พร้อมๆ กับหงายหนูก็คว่ำอีกด้านหนึ่งได้ หลังจากกลับจากเที่ยวในช่วงปีใหม่ การนอนของน้องฟ้า ก็เปลี่ยนไป น้องฟ้าเริ่มตื่นบ่อยตอนกลางคืน ทุกชั่วโมง ๒ ชั่งโมง ไม่หลับยาวเหมือนก่อนไปเที่ยว หม่าม้าก็เริ่มงานหนัก อดนอนด้วย ต้องทำงานด้วย เหนื่อยมาก แต่ป๊ะป๊าก็เป็นกำลังใจให้ตลอด ช่วยดูแลหนูเวลาหม่าม้าเหนื่อย และรับอาสาดูแลหนูในช่วงกลางวันที่หม่าม้ามาทำงานด้วย โดยไม่บ่นสักคำว่าเหนื่อย บอกแต่ว่ามีความสุข แล้วยังทำกับข้าวเย็นให้หม่าม้ากินทุกวัน ดูแลหม่าม้าเหมือนตอนท้อง
ป๊ะป๊าดูแลหนู จนเป็นไข้หวัด แล้วหม่าม้าก็ติดป๊ะป๊า แล้วก็เอาไข้หวัดไปติดหนู ไปหาหมอกินยากันทั้งสามคนพ่อแม่ลูก แต่นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้รู้ว่า น้องฟ้าอายุ ๔ เดือนเศษเกือบ ๕ เดือนโตพอที่จะดูดหลอดได้แล้ว น้องฟ้ากินยาได้เอง โดยไม่ต้องบีบบังคับหรือล่อหลอก และกินน้ำจากหลอดดูดได้ ซึ่งโดยทั่วไปเด็กจะกินหลอดได้เมื่ออายุ ๘ เดือนขึ้นไป เก่งจริงๆ พอ ๕ เดือน น้องฟ้าก็เริ่มคืบ โดยปกติแล้วหม่าม้าจะไม่ปล่อยหนูไว้คนเดียว หากให้อยู่คนเดียวต้องพาลงเปล เช้าวันนั้น ไม่รู้คิดอย่างไร ให้หนูนอนกินนมบนเตียง (สูงประมาณเข่า) ด้วยกัน เสร็จแล้วเห็นหนูหลับฝันดี ไม่อยากปลุก เพราะถ้าหนูตื่นก็ไม่ได้ทำธุระส่วนตัว ป๊ะป๊าก็ไม่อยู่ไปประชุม ซึ่งปกติถ้าหนูหลับ หนูก็จะไม่เคลื่อนไหว จับนอนตรงไหนก็อยู่ตรงนั้น หม่าม้าจึงวางหนูบนเตียง แล้วไปเข้าห้องน้ำ คุยโทรศัพท์ แล้วก็ได้ยินเสียงหนูร้อง รีบวิ่งขึ้นไปดู น้องฟ้าไม่อยู่บนเตียง น้องฟ้าตกเตียง หัวใจสลายอยู่ตรงนั้น น้องฟ้าร้องไห้จ้า อุ้มขึ้นมาก็ยังร้องไห้ ร้องแบบสะอึกสะอื้น คงอยากถามหม่าม้าว่าไปไหนมาทำไมปล่อยให้หนูอยู่คนเดียว ปล่อยให้หนูตกเตียง ร้องไห้ไม่ยอมหยุด หม่าม้าพยายามสำรวจว่าหนูเจ็บ ช้ำ บวม ตรงไหนบ้างแต่ก็ไม่มี แขนขาหักรึเปล่า ก็ไม่มี แต่น้องฟ้าอึแตก ต้องเปลี่ยนผ้า น้องฟ้าก็ร้องไห้ ทำไมไม่อุ้มหนู พอเสร็จก็อุ้มน้องฟ้าลงไปข้างล่าง ให้ป้าทมช่วยดูว่าเจ็บตรงไหนบ้าง ป้าทมบอกเห็นรอยแดงๆ ที่ท้ายทอย น้องฟ้าก็ยังร้องไห้สะอึกสะอื้นเป็นพักๆ ก็นั่งกอดน้องฟ้า นั่งคุยกับป้าทม ไปด้วย สักพักเห็นท้าทอยน้องฟ้าเริ่มบวม ก็คิดว่าไม่ได้แล้วต้องพาไปหาหมอ โทรศัพท์ไปบอกป๊ะป๊า ป๊ะป๊าใจสลาย หมดแล้วความหวังเด็กอัจฉริยะ คุณหมอดูอาการแล้วบอกว่าไม่เป็นอะไร แต่ให้รอดูอาการต่อไปอีก ๒๔ ชั่วโมงถ้าอาเจียน หรือทำกิจกรรมตามปกติไม่ได้ให้รีบพากลับไป คุณหมอไม่เอ็กซเรย์สมองให้ เพราะรังสีจะส่งผลกระทบกับเซลล์สมอง ไม่คุ้มกัน แต่น้องฟ้าไม่เป็นอะไร กินนมได้ เล่นได้ ทำกิจกรรมได้ตามปกติ แล้ววันนี้น้องฟ้าครบ ๖ เดือนแล้ว นั่งได้เองโดยไม่ต้องใช้มือยัน
กินอาหารเสริม ข้าวบดกับน้ำซุปและผักทุกวัน แต่กินนมน้อยลง กว่าจะรู้ว่าทำไมหนูไม่กินนม ก็เกือบเข้าเดือนที่ ๗ แล้ว หลังกลับจากกรุงเทพฯ น้องฟ้า ตัวร้อน มีไข้สูง แล้วไอ เมื่อถึงวันนัดฉีดวัคซีน คุณหมอไม่ฉีดให้ บอกให้รอจนกว่าน้องฟ้าหายป่วย แล้วอาการน้องฟ้าก็หนักขึ้น คือ ไอถี่ขึ้น ไอแต่ละครั้งเหมือนมีเสมหะติด และไอนานมากขึ้น มีน้ำมูกด้วย จึงพาไปหาหมอ หมอให้ทานยาครบ ๑ อาทิตย์ พากลับไปให้คุณหมอดูอาการอีก ปรากฏว่าน้ำหนักตัวน้องฟ้าลดลง หมอซักถามรายละเอียดการให้นม อาหารเสริม ทุกอย่าง และบอกว่าสาเหตุที่น้องฟ้าน้ำหนักลด เพราะหม่าม้าไม่กินอาหารทีมีประโยชน์ น้องฟ้าจึงหิวบ่อย ก็เลยตื่นบ่อย หม่าม้าเลยต้องกลับมากิน กิน กิน และกิน อีกครั้ง รอดูว่าครบ ๗ เดือนเเล้วน้ำหนักตัวหนูจะขึ้นไปเท่าไรเก้าเดือนที่รอคอย
ครั้งแรกที่รู้ตัวว่าท้อง ทั้งตกใจและดีใจ ตัวน้อยของปะป๊า หม่าม้า มาแล้วเหรอ ตั้งแต่นั้นมาปะป๊าก็ตั้งหน้าตั้งตาสรรหาของบำรุงมาให้กินเพื่อให้น้องฟ้าเเข็งแรงและเป็นเด็กอัจฉริยะอย่างที่ปะป๊าหวัง
เริ่มตั้งแต่ต้องกินไข่ทุกวัน ที่สำคัญต้องกินปลาสารพัด ไม่ว่าจะเป็นปลาแซลมอน ปลาเก๋า ปลากระพง กินไปกินมาเริ่มหมดตัว ปะป๊าเลยบอกให้เปลี่ยนไปกินปลาช่อนกับปลากรายแทน ปะป๊าต้องออกไปหาปลาช่อนทุกเช้า แล้วมาย่างกินกัน เเรกๆ ก็ทำไม่เป็น เอาไปตากแดดที่สวนหน้าบ้านบ้าง บางวันปะป๊าเอาไปตากบนหลังคารถ แล้วเ
อาฝาชีครอบ เพื่อนบ้านเห็นต่างพากันล้อว่า เป็นดาวเทียมพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับใช้กับรถยนต์รึเปล่าเนี่ย แล้วยังต้องกินแอปเปิ้ล กล้วย ส้ม สารพัดถั่ว และลูกเกดทุกวันเพราะเป็นอาหารเด็กอัจฉริยะ แล้วยังกินรังนก อีกด้วยเพื่อให้น้องฟ้าผิวสวย พอพ้นระยะเสี่ยงแล้ว (๒ เดือน) ปะป๊าก็ตระเวนพาหม่าม้าไปเที่ยวสถานที่ต่างๆ เเน่นอนน้องฟ้าไปกับเราด้วย เริ่มตั้งแต่ไปกลับกรุงเทพฯ ช๊อปปิ้งซื้อของที่หลังการบินไทย จำได้ว่าเป็นครั้งแรกที่รู้สึกเหนื่อยถึงกับจะเป็นลม ก็ไม่ได้คิดเลยนี่ว่าคนท้องจะสมบุกสมบันไม่ได้ แล้วก็ช๊อปปิ้งในห้างซื้อของเตรียมให้น้องฟ้า
เที่ยวลำปางกับเชียงใหม่ ไปสัมมนาที่เขาหลวง สุโขทัย เที่ยวน้ำตกคลองลาน กำแพงเพชร ไปลำพูน เชียงใหม่ซื้อต้นไม้ดอกเตรียมไว้ให้น้องฟ้า และสุดท้ายก่อนคลอดไปเขาค้อ แน่นอนไปพิษณุโลกเป็นว่าเล่น ที่สำคัญปะป๊าซื้อหนังสือสำหรับดูแลครรภ์มาอ่านเยอะแยะไปหมด แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาอ่านเป็นจริงเป็นจังจดบันทึกเรื่องสำคัญไว้ในสมุดเพื่อง่ายต่อการค้นหา ต่างกับหม่าม้า ที่
เอาแต่กินๆ นอนๆ รอให้ปะป๊าอ่านหนังสือให้ฟัง (ดูเหมือนหม่าม้าไม่ได้ทำอะไรใช่ไหมล่ะ ก็หม่าม้ามีหน้าที่ต้องกินและห้ามทำอะไรหนักเพื่อให้น้องฟ้ามีสุขภาพที่ดีที่สุดไงหล่ะ แต่ปะป๊าหนูนะน่ารักที่ซู้ดเลย) ในช่วง ๑ ถึง ๒ เดือนเเรกซึ่งเป็นระยะเฝ้าระวังนั้น จำได้ว่าวันนั้นเป็นวันอาทิตย์ นอนอยู่ที่บ้านอย่างมีความสุข พอตกเย็นเข้าห้องน้ำ ปรากฏว่ามีเลือดออก จึงให้ปะป๊าพาไปที่คลินิก คลินิกปิด จึงไปที่โรงพยาบาล ก็ไม่มีหมอ ต้องอ้อนวอนขอให้พยาบาลโทรศัพท์หาคุณหมอที่ฝากครรภ์ ปรากฏหมอก็ไม่อยู่ หมอบอกให้นอนรออยู่ที่โรงพยาบาล ค่ำๆ จะมาดู เป็นครั้งแรกที่รู้ว่า วันอาทิตย์เย็น ไม่มีหมอทั้งที่คลินิกและโรงพยาบาล เจ็บป่วยอะไรขึ้นมา รอเวลาอย่างเดียว ฉะนั้นห้ามเจ็บป่วยวันอาทิตย์เย็นเด็ดขาด พอตกค่ำประมาณ ๑ หรือ ๒ ทุ่มไม่แน่ใจ คุณหมอมาตรวจอัลตร้าซาวด์ให้ บอกเด็กปลอดภัย แต่ครรภ์เป็นพิษ ให้เฝ้าระวัง นอนที่โรงพยาบาลประมาณ ๒ ถึง ๓ วันก็กลับบ้านได้ หลังจากนั้นปะป๊าไม่ให้หม่าม้าทำงานบ้านอีกเลย
เมื่อน้องฟ้าใกล้ครบ ๕ เดือน ปะป๊าหม่าม้าซื้อ infant phone เห่อกันน่าดู คุยกับน้องฟ้า ร้องเพลงให้น้องฟ้าฟังทุกวันโดยมีปะป๊าเป็นนักดนตรี บางครั้งก็เป็นนักร้องด้วย ส่วนหม่าม้านะเหรอเเน่นอนต้องเป็นนักร้องประจำวง เพราะหวังให้น้องฟ้าจำเสียงปะป๊าหม่าม้าได้ แล้วก็ช่วยกันตั้งชื่อว่าจะเรียกน้องฟ้าว่าอะไรดี มีทั้งน้องเขียว น้องฟ้า(ตอนนั้นป๊ะป๊าบอกว่าเชย) น้องrainy น้องอาโป.... ในที่สุดตกลงว่าจะให้ชื่อน้องลานดาว ในระหว่างนี้หม่าม้าก็เริ่มอ่านหนังสือที่ปะป๊าเตรียมไว้ให้เพื่อตรวจดูพัฒนาการครรภ์ทุกเดือน จะได้แน่ใจว่าน้องฟ้าสมบูรณ์แข็งเเรงดี แล้วเมื่อถึงเวลาน้องฟ้าก็ดิ้นกระดุกกระดิก จำได้ว่ารู้สึกว่าหนูดิ้นตอนที่ไปเฝ้าปะป๊าที่โรงพยาบาล ปะป๊าเป็นลม แพ้ท้องแทนหม่าม้า เปล่าหรอกปะป๊ามีคลอเรสเตอรอลสูงเลือดไปเลี้ยงสมองไม่ทัน (น่ากลัวมั่กมาก) แล้วน้องฟ้าก็ดิ้นแรงขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นเตะหม่าม้าไปก็มี หม่าม้ายังคงไปทำงานขึ้นบันไดศาล ๓ ชั้นทุกวัน ทุกคนงงว่าขึ้นมาได้อย่างไรเพราะบันไดชันมากแต่หม่าม้าชินและรู้สึกสบายกว่าที่จะต้องไปขึ้นบันไดอีกด้านที่ชันน้อยกว่าแต่ระยะทางมากกว่า
การเดินขึ้นบันไดทุกวันวันละ ๒ ครั้งบ้าง ๓ ครั้งบ้างนี่เเหละที่ทำให้น้องฟ้าคลอดง่าย (คนอื่นบอก) กำหนดคลอดที่น้องฟ้าต้องออกมาลืมตาดูโลกเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ถกเถียงกันน่าดูระหว่างปะป๊ากับหม่าม้าและคุณหมอเนื่องจากใช้วิธีการนับที่แตกต่างกัน หม่าม้าใช้วิธีดูวงล้อนับอายุครรภ์ ได้วันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๕๑ ปะป๊าใช้วิธีนับวันในปฏิทินได้วันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๑ ส่วนคุณหมอใช้วิธีตรวจอัลตร้าซาวด์ครั้งแรกได้วันที่ ๑๗ กับ ๒๐ กันยายน ๒๕๕๑ การตรวจอัลตร้าซาวด์เลื่อนวันครบกำหนดคลอดออกไปเรื่อยๆ จนถึงต้นเดือนตุลาคม แนะ หม่าม้าจึงวางแผนที่จะลาหยุดงานวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๑ เพื่อจะได้มีเวลาพักผ่อนประมาณ ๒ อาทิตย์ แต่หม่าม้าหยุดงานได้วันเดียวก็รู้สึกเบื่อมาก และก็บอกให้น้องฟ้ารีบออกมา น้องฟ้ารู้ใจหม่าม้าเหลือเกินวันรุ่งขึ้น หนูก็ออกมาลืมตาโลกแล้ว จำได้ว่าเช้าวันนั้นประมาณตี ๕ รู้สึกว่ามีเลือดออก ตอนประมาณ ๗ ถึง ๘ โมงเช้าจึงไปหาคุณหมอที่คลีนิก คุณหมอดูแล้วบอกให้ไปเจอกันที่โรงพยาบาลเพราะคิดว่าน่าจะคลอดแล้ว ก่อนไปโรงพยาบาลหม่ากับปะป๊าแวะไปกดเงินก่อนเพราะรู้มาว่าหนูยังไม่ออกมาง่ายๆ หรอก เมื่อไปถึงโรงพยาบาล คุณพยาบาลจัดการแว๊กขน แล้วก็ตรวจดูการเต้นหัวใจและการดิ้นว่าน้องฟ้าจะออกมารึยัง เมื่อคุณหมอมาตรวจก็บอกว่าปากมดลูกเปิดเเค่ ๒ เซนติเมตร อัตราการบีบรัดตัวของมดลูกก็เริ่มถี่ขึ้นให้นอนรอเวลาคลอด ตอนนั้นหม่าม้านอนในห้องรอคลอดเป็นห้องรวม แต่คุณพยาบาลน่ารักปิดม่านให้และอนุญาตให้ปะป๊าอยู่กับหม่าม้าได้ตลอดเวลา พอถึงเที่ยง คุณพยาบาลเอาเครื่องมาวัดการดิ้นและการเต้นหัวใจอีก พอช่วงบ่ายคุณหมอมาตรวจอีกครั้งบอกว่าปากมดลูกยังเปิดเเค่ ๒ เซนติเมตร และการบีบตัวมดลูกน้อยลง จึงพาหม่าม้าไปอัลตร้าซาวด์
ยังบอกอีกว่าน้องฟ้าหนักประมาณ ๒,๔๐๐ หรือ ๒,๕๐๐ กรัมน่ะแหละ และหัวหนูยังไม่ลงมาเลย การที่เลือดออกน่าจะเกิดจากการติดเชื้อเหมือนคราวที่แล้ว จึงย้ายหม่าม้าไปนอนห้องพิเศษ หากไม่มีอะไรพรุ่งนี้ให้กลับบ้านได้ แต่พอไปที่ห้องพิเศษได้ไม่กี่ชั่วโมง หม่าม้าก็รู้สึกมดลูกบีบรัดตัวถึ่ขึ้นเรื่อยๆ ประมาณ ๑๘.๓๐ น. หม่าม้าถูกพากลับไปที่ห้องคลอด พยาบาลตรวจแล้วบอกว่าปากมดลูกเปิด ๔ เซนติเมตรแล้ว ให้นอนรอจนกว่าจะเปิดถึง ๑๐ เซนติเมตร แล้วมดลูกก็บีบรัดตัวมากขึ้นทุกที เจ็บมาก อยากจะเบ่งออกมา แต่พยาบาลไม่ให้เบ่งบอกว่ายังไม่ถึงเวลา ถ้าเบ่งตอนนี้มดลูกจะบวมทำให้คลอดยาก หม่าม้าจึงใช้วิธีผ่อนลมหายใจเข้าออกตามที่เคยอ่านในหนังสือ ก็ยังไม่หายเจ็บ เจ็บจนเลือดไหลออกมา พยาบาลก็บอกเป็นอย่างนี้แหละ คนไข้เตียงข้างๆ ก็ร้องไห้ครวญคราง ทำให้เสียสมาธิไปบ้าง แต่ความเจ็บปวดทำให้เสียสมาธิซะมากกว่า สุดท้ายกลั้นไม่ไหวแล้ว ยังไงก็ต้องเบ่งออกมา ทนไม่ไหวแล้ว เลือดออกครั้งที่ ๓ จึงบอกให้พยาบาลช่วยดูหน่อย พยาบาลดูแล้วบอกว่า ปากมดลูกเปิด ๘ เซนติเมตรแล้ว เก่งมาก คนอื่นรอตั้งนานแล้วยังไม่มีใครใกล้คลอดซะที หม่าม้ามาทีหลังคลอดก่อนคนอื่นเลย พยาบาลตามหมอ ไม่ถึง ๑๐ นาที
คุณหมอมาเเล้วก็ทำคลอดน้องฟ้าออกมาอย่างปลอดภัย รู้แล้วว่าความรู้สึกคนเป็นแม่ที่เพิ่งคลอดลูกเป็นอย่างไร เจ็บปวดแสนสาหัสเพียงไหน บอกหมอว่าคราวหน้าไม่คลอดเองอีกแล้ว เจ็บเหลือเกิน....
เที่ยวลำปางกับเชียงใหม่ ไปสัมมนาที่เขาหลวง สุโขทัย เที่ยวน้ำตกคลองลาน กำแพงเพชร ไปลำพูน เชียงใหม่ซื้อต้นไม้ดอกเตรียมไว้ให้น้องฟ้า และสุดท้ายก่อนคลอดไปเขาค้อ แน่นอนไปพิษณุโลกเป็นว่าเล่น ที่สำคัญปะป๊าซื้อหนังสือสำหรับดูแลครรภ์มาอ่านเยอะแยะไปหมด แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาอ่านเป็นจริงเป็นจังจดบันทึกเรื่องสำคัญไว้ในสมุดเพื่อง่ายต่อการค้นหา ต่างกับหม่าม้า ที่
เอาแต่กินๆ นอนๆ รอให้ปะป๊าอ่านหนังสือให้ฟัง (ดูเหมือนหม่าม้าไม่ได้ทำอะไรใช่ไหมล่ะ ก็หม่าม้ามีหน้าที่ต้องกินและห้ามทำอะไรหนักเพื่อให้น้องฟ้ามีสุขภาพที่ดีที่สุดไงหล่ะ แต่ปะป๊าหนูนะน่ารักที่ซู้ดเลย) ในช่วง ๑ ถึง ๒ เดือนเเรกซึ่งเป็นระยะเฝ้าระวังนั้น จำได้ว่าวันนั้นเป็นวันอาทิตย์ นอนอยู่ที่บ้านอย่างมีความสุข พอตกเย็นเข้าห้องน้ำ ปรากฏว่ามีเลือดออก จึงให้ปะป๊าพาไปที่คลินิก คลินิกปิด จึงไปที่โรงพยาบาล ก็ไม่มีหมอ ต้องอ้อนวอนขอให้พยาบาลโทรศัพท์หาคุณหมอที่ฝากครรภ์ ปรากฏหมอก็ไม่อยู่ หมอบอกให้นอนรออยู่ที่โรงพยาบาล ค่ำๆ จะมาดู เป็นครั้งแรกที่รู้ว่า วันอาทิตย์เย็น ไม่มีหมอทั้งที่คลินิกและโรงพยาบาล เจ็บป่วยอะไรขึ้นมา รอเวลาอย่างเดียว ฉะนั้นห้ามเจ็บป่วยวันอาทิตย์เย็นเด็ดขาด พอตกค่ำประมาณ ๑ หรือ ๒ ทุ่มไม่แน่ใจ คุณหมอมาตรวจอัลตร้าซาวด์ให้ บอกเด็กปลอดภัย แต่ครรภ์เป็นพิษ ให้เฝ้าระวัง นอนที่โรงพยาบาลประมาณ ๒ ถึง ๓ วันก็กลับบ้านได้ หลังจากนั้นปะป๊าไม่ให้หม่าม้าทำงานบ้านอีกเลย
ยังบอกอีกว่าน้องฟ้าหนักประมาณ ๒,๔๐๐ หรือ ๒,๕๐๐ กรัมน่ะแหละ และหัวหนูยังไม่ลงมาเลย การที่เลือดออกน่าจะเกิดจากการติดเชื้อเหมือนคราวที่แล้ว จึงย้ายหม่าม้าไปนอนห้องพิเศษ หากไม่มีอะไรพรุ่งนี้ให้กลับบ้านได้ แต่พอไปที่ห้องพิเศษได้ไม่กี่ชั่วโมง หม่าม้าก็รู้สึกมดลูกบีบรัดตัวถึ่ขึ้นเรื่อยๆ ประมาณ ๑๘.๓๐ น. หม่าม้าถูกพากลับไปที่ห้องคลอด พยาบาลตรวจแล้วบอกว่าปากมดลูกเปิด ๔ เซนติเมตรแล้ว ให้นอนรอจนกว่าจะเปิดถึง ๑๐ เซนติเมตร แล้วมดลูกก็บีบรัดตัวมากขึ้นทุกที เจ็บมาก อยากจะเบ่งออกมา แต่พยาบาลไม่ให้เบ่งบอกว่ายังไม่ถึงเวลา ถ้าเบ่งตอนนี้มดลูกจะบวมทำให้คลอดยาก หม่าม้าจึงใช้วิธีผ่อนลมหายใจเข้าออกตามที่เคยอ่านในหนังสือ ก็ยังไม่หายเจ็บ เจ็บจนเลือดไหลออกมา พยาบาลก็บอกเป็นอย่างนี้แหละ คนไข้เตียงข้างๆ ก็ร้องไห้ครวญคราง ทำให้เสียสมาธิไปบ้าง แต่ความเจ็บปวดทำให้เสียสมาธิซะมากกว่า สุดท้ายกลั้นไม่ไหวแล้ว ยังไงก็ต้องเบ่งออกมา ทนไม่ไหวแล้ว เลือดออกครั้งที่ ๓ จึงบอกให้พยาบาลช่วยดูหน่อย พยาบาลดูแล้วบอกว่า ปากมดลูกเปิด ๘ เซนติเมตรแล้ว เก่งมาก คนอื่นรอตั้งนานแล้วยังไม่มีใครใกล้คลอดซะที หม่าม้ามาทีหลังคลอดก่อนคนอื่นเลย พยาบาลตามหมอ ไม่ถึง ๑๐ นาที
คุณหมอมาเเล้วก็ทำคลอดน้องฟ้าออกมาอย่างปลอดภัย รู้แล้วว่าความรู้สึกคนเป็นแม่ที่เพิ่งคลอดลูกเป็นอย่างไร เจ็บปวดแสนสาหัสเพียงไหน บอกหมอว่าคราวหน้าไม่คลอดเองอีกแล้ว เจ็บเหลือเกิน....
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)