หนูเป็นสาวแล้ว



ครบ ๑ ขวบแล้วจ้า




เกิดวิกฤติการณ์ครั้งใหญ่เมื่อน้องฟ้าใกล้ ๑ ขวบ เรียกได้ว่าเจอมรสุมมะรุมมะตุ้มเกือบทุกด้านไม่ว่า เรื่องไม่สบาย พี่เลี้ยงเก่าลาออก พี่เลี้ยงใหม่มาแทน หย่านม ทุกอย่างมารวมอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน เรื่องมันเริ่มตั้งแต่น้องฟ้าไม่สบาย จำไม่ได้แล้วว่าเป็นอะไร พอเริ่มหาย พี่เลี้ยงอยู่ดีๆ ก็ขอลาออก ต้องรีบหาพี่เลี้ยงใหม่ โชคดีที่หาพี่เลี้ยงใหม่ได้เร็วทันใจ แต่น้องฟ้าติดพี่เลี้ยงเก่าซะแล้ว ไม่ยอมเอาใครทั้งสิ้น วันเเรกๆ ร้องกรี๊ดๆ ทุกครั้ง ไม่ยอมให้พี่เลี้ยงใหม่อุ้ม คุณยายอุ้มก็ไม่ได้ แล้วน้องฟ้าไม่ยอมทานอะไรทั้งสิ้น รอแต่นมแม่ หม่าม้าก็ไม่มีนมให้น้องฟ้ากิน กินเท่าไรก็กินไม่อิ่ม ตื่นกลางดึกทุกคืนคืนละหลายๆ รอบเป็นอย่างนี้มาหลายเดือนแล้ว (แต่ไม่ได้ทันเอะใจ) น้ำหนักไม่ขึ้นเท่าเดิมมาตลอด จนหม่าม้าคิดว่า ไม่ไหวแน่หากเป็นอย่างนี้ จึงตัดสินใจหย่านมในช่วงนั้น น้องฟ้าร้องไห้กรี๊ดๆเหมือนจะขาดใจทุกวันทั้งเช้ากลางวันเย็น ไม่เอาใครทั้งสิ้นเอานมแม่อย่างเดียว จนเพื่อนข้างบ้านเเปลกใจว่าเกิดอะไรขึ้น มันเป็นช่วงที่ทรมานทั้งแม่และลูกมากที่สุด ดีที่มีคุณยายมาช่วยเป็นกำลังเสริมไม่อย่างนั้น ต้องยอมเเพ้น้องฟ้าแน่นอน สุดท้ายหย่านมน้องฟ้าสำเร็จ น้องฟ้าเริ่มกินอาหาร ดื่มนมได้มากขึ้นเรื่อยๆ จนน้ำหนักขึ้นมาได้ เริ่มสนิทกับพี่เลี้ยงใหม่ (จนตอนนี้ติดแจ) มรสุมชีวิตผ่านพ้นไปด้วยดี จนครบ ๑ ขวบ สุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่ร้องกรี๊ดๆ นอนหลับสนิทไม่ตื่นกลางดึกคืนละหลายๆ รอบอีก จนกระทั่งวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๕๒ น้องฟ้าก้าวเดินเอง ๖ ก้าวแรก ที่สวนหลวง ร.๙ ป๊ะป๊าหม่าม้าดีใจเป็นที่สุด น้องฟ้าเดินได้แล้ว อ้อ ฟันล่างงอก ๒ ซี่ด้วย หลังจากนั้นก็เดินตุปัดตุเป๋ ล้มลุกคลุกคลาน จับกบ หัวโน หัวฟาดพื้นทั้งที่บ้านและในห้างนับครั้งไม่ถ้วน น้องฟ้าเริ่มเข้าใจภาษา เริ่มออกเสียงสัตว์ต่างๆ ได้ ไม่ว่า จะเป็น lion, dog, monkey, frog, lizard, bird, tiger ต่อมาเริ่มพูด จ๊ะ คำแรกที่น้องฟ้าพูดได้คือ tor (เตอร์) คงสงสัยว่าคืออะไร มันคือ alligator (จระเข้) แต่น้องพูดได้แต่ tor ถามว่านี่ตัวอะไร น้องจะบอกว่า tor แล้วสัตว์ทุกตัว สิ่งของทุกชิ้น เมื่อถามว่านี่คืออะไร น้องฟ้า ก็จะตอบว่า tor บางครั้งก็พูด เตอร์เต้อ เมื่อชี้ไปที่เต่า บางทีก็บอกว่า ดาก เมื่อชี้ไปที่หมา เวลาร้องไห้งอแง ก็จะเรียก ปาปา มามา ตอนนี้น้องฟ้า ๑ ขวบ ๓ เดือนแล้วกำลังชอบร้องเพลง เต้นรำไม่ว่าแบบฝรั่งแบบไทย ชอบหมด มีท่าเต้นเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ใครอยากเห็นต้องมาดูเอง รับรองไม่แพ้เเดนเซอร์มืออาชีพ ขยันทำงาน ช่วยรื้อ ช่วยค้นทุกอย่าง ถ้าได้ผ้าเช็ดโต๊ะมาผืนหนึ่ง เธอจะเช็ดทั้งโต๊ะ เก้าอี้ พื้น เช็ดๆ อยู่นั่นแหละ จนกว่าจะเบื่อ แต่นิสัยการกินการถ่าย กลับกลายเป็นทารก ไม่ยอมกินข้าวบนโต๊ะ ไม่ยอมกินนมกล่อง ไม่ยอมถ่ายลงกระโถน ปัญหาหนักอกป๊ะป๊า หม่าม้า ที่ต้องหาทางแก้ไขกันต่อไป รูปสุดท้ายนี้ ถ่ายไว้หลังจากที่น้องฟ้ากินข้าวเหนียวกับไก่ย่าง กินอยู่ดีๆ ก็โอนเอนๆ แล้วฟุบหลับไปทันที จึงถ่ายภาพไว้ ตั้งชื่อว่า "พิษข้าวเหนียว"

สาวน้อยแสนซน

น้องฟ้าเริ่มโตขึ้นเข้าเดือนที่ ๖ หรือ๗ จำไม่ได้แน่ กลายเป็นเด็กขี้อาย เจอใครหน้าแปลก จะยิ้มให้แล้วก็อายหลบกอดหม่าม้าทุกที พอย่างเข้าเดือนที่ ๘ ความซนของหนูน้อยเริ่มฉายเเวว คงเป็นเพราะน้องฟ้าคืบเก่งขึ้น เกาะยืนได้ มีอะไรมากมายที่หนูอยากรู้อยากค้นหา ของอะไรที่ห้ามจะต้องเอาให้ได้ ยิ่งตอนนี้น้องฟ้าอายุเก้าเดือนแล้ว แสดงอารมณ์ชัดเจนมากขึ้น ไม่ได้อะไรดังใจจะส่งเสียงกรี๊ดๆ ให้ป๊ะป๊า หม่าม้า ป้าทม ตกใจเล่น ป้าทมดูจะตามใจน้องฟ้าที่สุด ส่วนหม่าม้าจะทนฟังเสียงน้องฟ้ากรีดร้องได้นานที่สุด ส่วนป๊ะป๊านี่ถ้าวันไหนหมั่นไส้เด็กน้อย จะเข้าไปเสริมอารมณ์ให้หนูน้อยร้องมากขึ้นอีก บ้านหลังน้อยของเราจึงมีแต่ความวุ่นวายตลอดทั้งวันทั้งคืน น้องฟ้าเริ่มคืบจริงจังตั้งแต่ ๖ เดือน จน ๘ เดือน น้องฟ้าเกาะยืนแล้ว นั่งอึในกระโถนได้แล้ว ก็ยังคืบอยู่ ตั้งท่าจะคลานบ่อยครั้งแต่สุดท้าย หนูก็กระดืบกระดื้บเป็นหนอนโออิชิ ทุกที แรกๆ ก็กังวลว่าทำไมน้องฟ้าไม่คลาน แต่คุณหมอบอกว่า คลานเป็นพัฒนาการเดียวที่สามารถข้ามได้ ก็เลยทำใจว่าน้องฟ้าคงไม่คลานแน่ ถึงแม้น้องฟ้าไม่คลาน แต่หนูน้อยก็คืบเร็วมาก จับกันไม่ค่อยจะทัน มุมที่วางเครื่องเสียงดูจะเป็นสิ่งที่น้องฟ้าสนใจมากที่สุด เพราะมีเสียงดังบริเวณนี้ตลอดเวลา ทั้งมีสายไฟระโยงระยางน่าดึงเล่นเป็นที่สุด ที่สำคัญเป็นบริเวณที่ทุกคนหวงห้ามมากที่สุด น้องฟ้าจึงไปที่เครื่องเสียงบ่อยๆ จนต้องเอาเปล เอากระป๋องนม ไปวางเพื่อดึงความสนใจหนูน้อย และแล้ววันนึงน้องฟ้าก็ตั้งท่าคลานเหมือนเช่นทุกวัน แต่วันนี้น้องฟ้าไม่เเปลงร่างเป็นหนอนโออิชิแล้ว น้องฟ้าใช้เข่าคลาน ค่อยๆ เยื้องย่างเข่าทีละข้าง ทีละข้าง พอเจ็บก็ล้มเเหมะเป็นหนอนต่ออีก วันแรกๆ ที่เริ่มคลานเข่า ๒ ข้างเเดงไปหมด เมื่อคลานเก่งขึ้น น้องฟ้าคลานรอบบ้าน ใต้โต๊ะกินข้าว กับเก้าอี้เลื่อนกลายเป็นมุมโปรดของน้องฟ้าอีกมุมหนึ่ง คราวนี้หนูน้อยไม่คลานอย่างเดียวแล้ว พอถึงที่หมายก็จะเกาะยืนทันที เสียงร้องเพราะล้มฟาดโน่นฟาดนี่จึงเกิดขึ้นไม่เว้นเเต่ละวัน น้องฟ้าเป็นเด็กที่ชอบคำชม ใครชมว่าเก่งต้องปรบมือ ยืดอก ยิ้มรับซะทุกที แต่หนูรู้นะว่าใครแกล้งชมหนู ถ้าอยู่ดีๆ ชมว่าเก่ง โดยที่หนูนั่งเฉยๆ ยังไม่ทันทำอะไร ก็ไม่ปรบมือนะ ก็หนูยังไม่ได้ทำอะไรเลย มาชมได้ยังไง แต่ถ้าทำเช่นชี้ถูกว่ารูปไหน a dog, a cat, a giraffe, a fish, a panda, a tiger, a rabbit, a lion, a zebra, a turtle, an elephant, a bird ไหนป๊ะป๊า ไหนหม่าม้า ป้าทม แล้วชมว่าเก่ง จะยิ่งตบมือใหญ่ ยิ้มหวานเจี๊ยบแบบหลับตาปี๊เลย น้องฟ้าเริ่มรู้คำศัพท์มากขึ้น ชอบดูสัตว์โดยเฉพาะนกกับหมาเพราะแถวบ้านนกกับหมาผ่านหน้าบ้านบ่อย ป้าทม จะเอากล้วยงอมๆ หรือมะละกอสุกไปวางไว้ใต้ต้นลีลาวดีหน้าบ้านให้นกเอี้ยง นกเขา นกหัวจุก นกพิราบมากินเพื่อให้น้องฟ้านั่งมองดูนกในบ้านได้ ส่วนหมานี่ ข้างบ้านเลี้ยงไว้ ทุกเย็นมันก็จะเยื้องย่างอวดโฉมให้น้องฟ้าดูน้องฟ้าเห็นก็จะส่งเสียงกรี๊ดเล็กๆ เรียก บางทีก็หัวเราะคิกๆ ดีใจได้เห็นมัน น้องฟ้ายังเป็นเด็กชอบเสียงเพลงเพราะฟังเพลงตั้งแต่อยู่ในท้องหม่าม้า ตอนนี้ใครร้องเพลง น้องฟ้าจะร้องตาม อืออือเออเออออออไปเรื่อยๆ จนจบพร้อมเรา เพลงที่ชอบมีทั้งไทยและอังกฤษ ลูกทุ่ง ลูกกรุง เพลงผู้ใหญ่ เพลงเด็กได้ทุกเพลง แต่ชอบที่สุดคือเพลงเด็กที่ร้องให้ฟังทุกวัน น้องฟ้าชอบเพลง nobody มากได้ยินเมื่อไรจะยิ้ม แล้วทำท่าจะเต้นด้วย ทันสมัยจริงๆ ทุกเช้าตื่นมาน้องฟ้าต้องฝึกยกมือไหว้สวัสดีคะป๊ะป๊า หม่าม้า แล้วลงมานั่งกินขนมปังปิ้งกับนมกล่อง ป้าทมมา ก็ต้องฝึกยกมือสวัสดีคะ แต่ถ้าถือขนมปังอยู่ก็จะไม่ยอมยกมือไหว้ (ห่วงกิน) เดินผ่านหิ้งพระก็ต้องยกมือสวัสดีคะ ทำบ้างไม่ทำบ้างแล้วแต่อารมณ์ ถ้าอารมณ์ดีก็ทำ ถ้าอารมณ์ไม่ดีก็ไม่ทำ แต่ถ้าเจอคนแปลกหน้าไม่ทำเลย เพราะกำลังตื่นเต้น อยากเล่น อยากรู้จักมากกว่าเลยจ้องหน้าอย่างเดียว ตอนเเที่ยง หม่าม้ากลับบ้านก็ต้องยกมือสวัสดีคะกันอีก นั่งทานข้าวเที่ยงด้วยกันที่โต๊ะ น้องฟ้ามีโต๊ะกินข้าวส่วนตัวนั่งโต๊ะกินข้าวตั้งแต่ ๖ เดือน จนเบื่อ เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยยอมนั่งกินข้าวแล้ว ต้องไปนั่งเล่น นั่งชมนกชมไม้กินไปเล่นไปดูไปจนหมด บางวันก็กินไม่หมด ปิดปาก เบี่ยงหน้าหลบไปทางซ้ายทีขวาที ครั้งหนึ่งไปดูพี่ข้างบ้านทานข้าว ปรากฏพี่ไม่ยอมทาน ป้อนเข้าปากปุ๊บ คายออก ป้อนปุ๊บ คายออกตลอด หม่าม้าก็ไม่ได้เอะใจมัวแต่หัวเราะ พอวันรุ่งขึ้น น้องฟ้าเลียนแบบ ป้อนปุ๊บคายออก ป้อนปุ๊บ คายออกบ้าง หม่าม้าต้องกุมขมับ ทำอะไรไม่ถูกเลย อีกไม่กี่เดือนก็ครบขวบแล้ว พัฒนาการจะเป็นอย่างไร ต้องคอยดูกันต่อไป

แรกเกิดถึงหกเดือน

"กาลครั้งหนึ่งมีเด็กน้อยลืมตาดูโลกในคืนวันฝนตกหนัก เด็กน้อยหน้าตาน่ารักชื่อว่า น้องฟ้า.. น้องฟ้าป่วยตัวเหลืองอยู่ในโรงพยาบาล คุณหมอให้อยู่ไฟ น้องฟ้าอยู่ไฟวันเดียวหายป่วย หม่าม้าพาน้องฟ้ากลับไปบ้าน กลับถึงบ้าน น้องฟ้าเป็นเด็กดี ไม่งอแง เลี้ยงง่าย อึฉี่ทั้งวัน..."

นิทานเรื่องนี้เพิ่งเริ่มต้นเหมือนกับชีวิตของพ่อแม่ลูกที่เริ่มต้นผูกพันกันตั้งแต่วันแรกคลอด ตั้งแต่น้องฟ้าลืมตาดูโลกก็เจอหม่าม้าแล้ว และอยู่ด้วยกันมาตลอดจนถึงทุกวันนี้ ไม่เคยมีลูก ไม่เคยอุ้มเด็กแรกคลอด เคยช่วยพี่ๆ เลี้ยงหลานแต่ไม่เคยเลี้ยงเด็กเป็นจริงเป็นจังมาก่อนแต่พอคลอดลูกมาก็ไม่รู้เหมือนกันเลี้ยงลูกอ้มลูกได้อย่างไร คงเป็นเพราะความผูกพันระหว่างแม่ลูก ปะป๊าหม่าม้าช่วยกันเลี้ยงน้องฟ้า ดูแลน้องฟ้ากัน ๒ คนตลอดตั้งแต่วันแรกที่น้องฟ้าคลอดจนออกจากโรงพยาบาลไม่ได้คิดว่าต้องหาคนช่วย ทั้งที่จ้างพี่เลี้ยงน้องฟ้าแล้ว ไม่ได้คิดว่าตั้งใจจะเลี้ยงเองคนเดียวแต่เหตุการณ์พาไปเพราะความรู้สึกที่ต้องดูแลลูก ไม่เคยรู้สึกว่าสิ่งที่ทำไปเป็นสิ่งที่ยากและลำบากทำไม่ได้ คิดเพียงแต่ว่าน้องฟ้าหิวนม ก็ต้องให้กินนม อึฉี่ก็ต้องเปลี่ยนผ้าอ้อม ร้องไห้ก็ต้องกล่อมให้หยุด ง่วงนอนก็ต้องพาไปนอนห่มผ้าให้ และเฝ้าระวังไม่ให้ตกเตียง สกปรกก็ต้องอาบน้ำ ทำอย่างนี้ทุกวันตั้งแต่อยู่ที่โรงพยาบาลจนทุกวันนี้ จนพยาบาลชมว่าเก่งไม่อยากเชื่อว่าจะเลี้ยงลูกเองคนเดียวโดยไม่มีพี่เลี้ยงมาคอยช่วย ก็จะให้เขาช่วยอะไรหล่ะในเมื่อทุกอย่างเป็นสิ่งที่เราต้องทำเอง จนกระทั่งพยาบาลบอกว่า แม่ที่มีฐานะคนอื่นส่วนใหญ่จะมีพี่เลี้ยงมาคอยช่วยดูแลเวลาเปลี่ยนผ้าอ้อม อุ้มเดิน เเม่มีหน้าที่ให้นมอย่างเดียว หม่าม้าจึงถึงบางอ้อนั่นหล่ะ แต่มีความสุขนะที่ได้ดูแลลูก ยิ่งช่วงแรกคลอดเหนื่อยมากเป็นกังวลสารพัด ไม่มีนมให้ลูกกิน น้องฟ้าต้องกินนมผ่านสายสลิง กว่านมแม่จะไหลตั้ง ๒ ถึง ๓ วัน ก็ไม่ทันการซะแล้ว น้องฟ้าตัวเหลือง ต้องอยู่ไฟ เป็นช่วงที่น้องฟ้าน่าสงสารที่สุด ต้องล่อนจ้อนมีเพียงผ้าปิดตาแล้วก็ต้องเข้าไปอยู่ในตู้อบ พอรู้ว่าลูกตัวเหลือง น้ำตามันก็ไหลออกมา สงสารลูก รู้สึกผิดที่ไม่มีนมให้ลูกกิน ที่เลี้ยงลูกไม่ดี ทำให้ลูกป่วย ร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร และตอนแรกคิดว่าคุณพยาบาลคงต้องเอาน้องฟ้าไปเลี้ยงเองแต่เปล่าให้หม่าม้าเลี้ยงเอง ช่วงเวลานั้นทรมานมากทั้งแม่และลูก น้องฟ้าไม่ยอมนอนในตู้อบ ร้องไห้จ้าทุกครั้งที่เอาลงวางในตู้ ต้องให้คุณป้าพยาบาล (หม่าม้าแอบเรียกคุณป้าจอดโหด) จัดการ น้องฟ้าเงียบกริบ ยอมนอนโดยดี แต่นอนไปได้ ๒ ชั่วโมง หิว ก็ร้องไห้อีก หม่าม้าก็ไม่มีนมพอให้หนูกิน ต้องดูดกันไปเป็นชั่วโมง ระหว่างดูด ก็ส่องไฟกันทั้งแม่ทั้งลูก ยิ่งกลางคืน ยิ่งทรมาน เพราะหม่าม้าไม่ได้นอนเลย นมผสมป๊ะป๊าก็ไม่ให้กิน กลัวน้องฟ้าอิ่มไม่ยอมดูดนมหม่าม้า แล้วหม่าม้าจะไม่มีนมให้หนูกิน พยายามบีบเค้นนมใส่แก้วระหว่างหนูหลับ ก็ได้มาน้อยนิด ไม่พออิ่ม คุณพยาบาลก็ใจดีแวะเวียนสลับสับเปลี่ยนมาดูแล บางคนขอให้นมผสม หม่าม้าก็ต้องบอกว่าไม่ได้พ่อเค้าไม่ให้กิน ทะเลาะกับป๊ะป๊าหลายครั้งจนงอนกันไปไม่รู้กี่รอบ แต่โชคดีที่ปะป๊าเข้มเเข็ง ไม่สติแตกไปกับหม่าม้าด้วย จนตี ๕ ไม่ไหวแล้ว กดปุ่มบอกคุณพยาบาลให้กินนมผสมเถอะแล้วน้องฟ้าก็หลับ แต่พอคุณพยาบาล ออกไปปุ๊บ น้องฟ้าก็ร้องอีก ตอนนั้นกล่อมก็ไม่เป็น ไม่รู้หนูเป็นอะไร ก็ต้องเรียกคุณพยาบาลมาอีก คุณพยาบาลก็ให้กินนมอีก แล้วก็จับเรอ ทีนี้น้องฟ้าหลับฝันดี หม่าม้าก็หลับฝันดี จนถึงเช้า คุณหมอมาดู แล้วบอกว่า ไฟที่ส่องไปทั้งแม่ทั้งลูกนั้น แทบไม่ถึงลูกเลย เศร้าอีกละสิ แต่เมื่อเอาเลือดไปตรวจปรากฏว่า น้องฟ้าตัวไม่เหลืองเเล้ว คุณหมออนุญาตให้กลับบ้านได้ แต่ก็ยังไม่ได้กลับเพราะยังตั้งแต่ชื่อจริงหนูไม่ได้ ทางโรงพยาบาลไม่ให้ออก ป๊ะป๊าก็ต้องไปหาซื้อหนังสือตั้งชื่อลูก แล้วนั่งหากัน ให้ป้าอี๊ดช่วยหาทางเน็ตให้ด้วย สุดท้ายตกลงว่าจะให้หนูชื่อ ณัฐชา เพราะความหมายดี เลขดี สั้นกระชับ เหมาะสำหรับไปใช้เวลาอยู่ต่างประเทศ แล้วก็บังเอิญ คุณลุงวาริน มาเยี่ยม พร้อมกับตั้งชื่อหนูให้ว่า "ณัฐชา" เหมือนกัน ก็เลยคิดว่า หนูคงอยากชื่อนี้ จบเรื่องเเล้วก็ได้กลับบ้านสมใจ หม่าม้าร่างกายแข็งแรงจนลืมไปว่าเพิ่งคลอดลูก ลุกนั่งเดินเหินเหมือนคนปกติ อาผ่อ ต้องสั่งห้ามขึ้นลงบันไดบ่อยๆ ให้อยู่แต่ข้างบน ข้าวปลาจะจัดขึ้นไปให้ จึงต้องเลี้ยงน้องฟ้าอยู่แต่ข้างบน แต่ก็ไม่มีอะไรจะห้ามหม่าม้าได้ เพราะอาก๊ง จะกลับพัทลุง หม่าม้ายืนกรานต้องพาน้องฟ้าไปส่งด้วย น้องฟ้าอายุ ๘ วันจึงได้เดินทางไกลไปสนามบินสุโขทัย อำเภอสวรรคโลก ไปส่งอาก๊ง แล้วก็เลยไปตัวอำเภอเพื่อกินบะหมี่เม้ง แต่เจ้ากรรมไปเช้าเกินไปร้านยังไม่เปิดขาย เลยได้ซื้อแต่ขนมกลับไปเท่านั้น น้องฟ้า ก็เหมือนเด็กทั่วไปนอนตลอดทั้งกลางวันกลางคืน แต่ตื่นบ่อยเพราะหิว อิ่มก็หลับ ช่วงนั้นกว่าหนูจะหลับเกือบเที่ยงคืนทุกวัน ต้องอึฉี่ให้เรียบร้อยแล้วจึงจะนอน ดูดนมกันเป็นชั่วโมง หม่าม้านั่งสัปหงกให้นมหนูตลอด จนป๊ะป๊าบอกให้นอนกินเถอะจะได้หลับทั้งแม่ทั้งลูก ถึงได้ฝึกให้นมหนูในท่านอนจนกระทั่งติดมาจนถึงทุกวันนี้ ยังไม่ถึงเดือน หนูก็ชันคอได้ในท่าคว่ำ แล้วก็ชันคอสูงขึ้นเรื่อยๆ จนคิดว่าน่าจะถึง ๙๐ องศา แล้ว ซึ่งเด็กอายุ ๓ ถึง ๔ เดือนโน่นเเนะถึงจะทำได้ ดีใจกันใหญ่ว่าพัฒนาการลูกดี แต่พอน้องฟ้าอายุครบ ๒ เดือน พาไปโรงพยาบาลเพื่อฉีดวัคซีน และตรวจพัฒนาการ คุณพยาบาลบอกว่า ที่ลูกคุณทำได้ไม่น่าจะใช่ชันคอ ๙๐ องศานะคะ ต้องเป็นอย่างในรูปนะคะ (เด็กในรูปยกแขนขึ้นพร้อมยกหัวและคอขึ้นสูงถึง ๙๐ องศา มือข้างหนึ่งกำลังคว้าของด้วย) แล้วก็ต้องชันคออยู่ได้นานตราบเท่าที่เค้าพอใจคะ แต่ไม่จำเป็นต้องเอามือคว้าของคะ หม่าม้าไม่ลดละความพยายาม ก็ลูกดิฉันก็ทำได้นะคะเนี่ยคุณพยาบาลดูรูปสิ แน่ะ ยังเอารูปที่ถ่ายในมือถือให้ดูอีก คุณพยาบาลก็ปลอบใจ คะเเค่นี้ก็เก่งมากแล้วคะ ก็น้องฟ้าทำได้เหมือนกันเพียงแต่เเค่เเป๊บเดียวเท่านั้นเอง พอน้องฟ้าใกล้ครบ ๓ เดือน ก็ทำได้เเบบเด็กในรูป แล้วก็พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนตอนนี้หม่าม้ารู้เเล้วว่าเด็กชันคอ ๙๐ องศาเป็นอย่างไร น้องฟ้าเริ่มคว่ำได้เองเมื่ออายุ ๓ เดือนพอดีเป๊ะ แต่ก่อนหน้านี้ถ้าจับตะเเคงซ้ายเมื่อไร หนูเป็นคว่ำทุกที คว่ำได้ด้านเดียวจน ๔ เดือนนิดๆ ก็หงายเองได้ จำได้ว่า เริ่มหงายตอนไปอยู่บ้านคุณย่าในช่วงปีใหม่ พร้อมๆ กับหงายหนูก็คว่ำอีกด้านหนึ่งได้ หลังจากกลับจากเที่ยวในช่วงปีใหม่ การนอนของน้องฟ้า ก็เปลี่ยนไป น้องฟ้าเริ่มตื่นบ่อยตอนกลางคืน ทุกชั่วโมง ๒ ชั่งโมง ไม่หลับยาวเหมือนก่อนไปเที่ยว หม่าม้าก็เริ่มงานหนัก อดนอนด้วย ต้องทำงานด้วย เหนื่อยมาก แต่ป๊ะป๊าก็เป็นกำลังใจให้ตลอด ช่วยดูแลหนูเวลาหม่าม้าเหนื่อย และรับอาสาดูแลหนูในช่วงกลางวันที่หม่าม้ามาทำงานด้วย โดยไม่บ่นสักคำว่าเหนื่อย บอกแต่ว่ามีความสุข แล้วยังทำกับข้าวเย็นให้หม่าม้ากินทุกวัน ดูแลหม่าม้าเหมือนตอนท้อง ป๊ะป๊าดูแลหนู จนเป็นไข้หวัด แล้วหม่าม้าก็ติดป๊ะป๊า แล้วก็เอาไข้หวัดไปติดหนู ไปหาหมอกินยากันทั้งสามคนพ่อแม่ลูก แต่นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้รู้ว่า น้องฟ้าอายุ ๔ เดือนเศษเกือบ ๕ เดือนโตพอที่จะดูดหลอดได้แล้ว น้องฟ้ากินยาได้เอง โดยไม่ต้องบีบบังคับหรือล่อหลอก และกินน้ำจากหลอดดูดได้ ซึ่งโดยทั่วไปเด็กจะกินหลอดได้เมื่ออายุ ๘ เดือนขึ้นไป เก่งจริงๆ พอ ๕ เดือน น้องฟ้าก็เริ่มคืบ โดยปกติแล้วหม่าม้าจะไม่ปล่อยหนูไว้คนเดียว หากให้อยู่คนเดียวต้องพาลงเปล เช้าวันนั้น ไม่รู้คิดอย่างไร ให้หนูนอนกินนมบนเตียง (สูงประมาณเข่า) ด้วยกัน เสร็จแล้วเห็นหนูหลับฝันดี ไม่อยากปลุก เพราะถ้าหนูตื่นก็ไม่ได้ทำธุระส่วนตัว ป๊ะป๊าก็ไม่อยู่ไปประชุม ซึ่งปกติถ้าหนูหลับ หนูก็จะไม่เคลื่อนไหว จับนอนตรงไหนก็อยู่ตรงนั้น หม่าม้าจึงวางหนูบนเตียง แล้วไปเข้าห้องน้ำ คุยโทรศัพท์ แล้วก็ได้ยินเสียงหนูร้อง รีบวิ่งขึ้นไปดู น้องฟ้าไม่อยู่บนเตียง น้องฟ้าตกเตียง หัวใจสลายอยู่ตรงนั้น น้องฟ้าร้องไห้จ้า อุ้มขึ้นมาก็ยังร้องไห้ ร้องแบบสะอึกสะอื้น คงอยากถามหม่าม้าว่าไปไหนมาทำไมปล่อยให้หนูอยู่คนเดียว ปล่อยให้หนูตกเตียง ร้องไห้ไม่ยอมหยุด หม่าม้าพยายามสำรวจว่าหนูเจ็บ ช้ำ บวม ตรงไหนบ้างแต่ก็ไม่มี แขนขาหักรึเปล่า ก็ไม่มี แต่น้องฟ้าอึแตก ต้องเปลี่ยนผ้า น้องฟ้าก็ร้องไห้ ทำไมไม่อุ้มหนู พอเสร็จก็อุ้มน้องฟ้าลงไปข้างล่าง ให้ป้าทมช่วยดูว่าเจ็บตรงไหนบ้าง ป้าทมบอกเห็นรอยแดงๆ ที่ท้ายทอย น้องฟ้าก็ยังร้องไห้สะอึกสะอื้นเป็นพักๆ ก็นั่งกอดน้องฟ้า นั่งคุยกับป้าทม ไปด้วย สักพักเห็นท้าทอยน้องฟ้าเริ่มบวม ก็คิดว่าไม่ได้แล้วต้องพาไปหาหมอ โทรศัพท์ไปบอกป๊ะป๊า ป๊ะป๊าใจสลาย หมดแล้วความหวังเด็กอัจฉริยะ คุณหมอดูอาการแล้วบอกว่าไม่เป็นอะไร แต่ให้รอดูอาการต่อไปอีก ๒๔ ชั่วโมงถ้าอาเจียน หรือทำกิจกรรมตามปกติไม่ได้ให้รีบพากลับไป คุณหมอไม่เอ็กซเรย์สมองให้ เพราะรังสีจะส่งผลกระทบกับเซลล์สมอง ไม่คุ้มกัน แต่น้องฟ้าไม่เป็นอะไร กินนมได้ เล่นได้ ทำกิจกรรมได้ตามปกติ แล้ววันนี้น้องฟ้าครบ ๖ เดือนแล้ว นั่งได้เองโดยไม่ต้องใช้มือยัน กินอาหารเสริม ข้าวบดกับน้ำซุปและผักทุกวัน แต่กินนมน้อยลง กว่าจะรู้ว่าทำไมหนูไม่กินนม ก็เกือบเข้าเดือนที่ ๗ แล้ว หลังกลับจากกรุงเทพฯ น้องฟ้า ตัวร้อน มีไข้สูง แล้วไอ เมื่อถึงวันนัดฉีดวัคซีน คุณหมอไม่ฉีดให้ บอกให้รอจนกว่าน้องฟ้าหายป่วย แล้วอาการน้องฟ้าก็หนักขึ้น คือ ไอถี่ขึ้น ไอแต่ละครั้งเหมือนมีเสมหะติด และไอนานมากขึ้น มีน้ำมูกด้วย จึงพาไปหาหมอ หมอให้ทานยาครบ ๑ อาทิตย์ พากลับไปให้คุณหมอดูอาการอีก ปรากฏว่าน้ำหนักตัวน้องฟ้าลดลง หมอซักถามรายละเอียดการให้นม อาหารเสริม ทุกอย่าง และบอกว่าสาเหตุที่น้องฟ้าน้ำหนักลด เพราะหม่าม้าไม่กินอาหารทีมีประโยชน์ น้องฟ้าจึงหิวบ่อย ก็เลยตื่นบ่อย หม่าม้าเลยต้องกลับมากิน กิน กิน และกิน อีกครั้ง รอดูว่าครบ ๗ เดือนเเล้วน้ำหนักตัวหนูจะขึ้นไปเท่าไร